แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Norbert Wiener

Norbert Wiener


ถ้าเด็กชาย Wolfgang มิได้มีพ่อชื่อ Leopold Mozart โลกก็คงไม่มีนักดนตรีอัจฉริยะชื่อ Wolfgang Mozart ในทำนองเดียวกันถ้า Norbert ไม่มีพ่อชื่อ Leo Wiener โลกก็ไม่มีนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะชื่อ Norbert Wiener เช่นกัน
       
       Leo Wiener (พ.ศ.2405-2482) ผู้บิดาเกิดที่เมือง Bialystok ในรัสเซีย (ปัจจุบันอยู่ในโปแลนด์) ในครอบครัวเชื้อชาติยิวที่มีการศึกษาดี Leo มีความเชี่ยวชาญด้านภาษามาก เพราะสามารถพูดภาษาเยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส อิตาเลียน และโปแลนด์ได้คล่องแคล่ว เพราะเป็นคนที่สามารถรู้หลักไวยากรณ์ของภาษาต่างๆ ได้รวดเร็ว อีกทั้งมีความเก่งทางคณิตศาสตร์ด้วย โดยได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารคณิตศาสตร์มากมาย และความสามารถนี้ได้ถูกถ่ายทอดสู่บุตรชายในเวลาต่อมา เมื่ออายุ 18 ปี Leo ได้เป็นสมาชิกของสมาคมชาวเมือง Bialystok ที่มีกฎห้ามดื่มสุรา ห้ามสูบบุหรี่ และห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ ตามแบบฉบับของนักประพันธ์ Leo Tolstoy ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และความประพฤติเหล่านี้ ได้ถูกถ่ายทอดสู่ Norbert ผู้เป็นลูกชายด้วย
       
       เพราะงานที่กำลังทำอยู่มิได้มั่นคง Leo จึงอพยพครอบครัวไปอเมริกาเพื่อเป็นครูสอนภาษาที่เมือง Kansas City ในรัฐ Missouri และเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Missouri ขณะอยู่ที่นั่นเขาได้ผลิตผลงานวรรณกรรมมากมาย เช่น แปลวรรณกรรมของ Tolstoy และเรียบเรียงประวัติความเป็นมาของภาษายิว เป็นต้น
       
       เมื่ออายุ 31 ปี Leo ได้สมรสกับ Bertha Khan ผู้เป็นลูกสาวเจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวย เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2437 ในเวลาต่อมา Bertha ได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ Norbert ที่เมือง Columbia ในรัฐ Missouri จากนั้นครอบครัวได้อพยพไปเมือง Cambridge ในรัฐ Massachusetts เพราะ Leo ได้งานใหม่เป็นศาสตราจารย์ภาษา Slav ที่มหาวิทยาลัย Harvard
       
       Leo เล่าว่า ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของ Norbert เริ่มปรากฏเมื่อลูกชายมีอายุเพียง 18 เดือน เพราะพี่เลี้ยงได้สังเกตเห็นว่า เวลาเธอเขียนตัวอักษรต่างๆ บนพื้นทราย ทารก Norbert ได้จ้องมองสิ่งที่เธอเขียนอย่างตั้งใจ อีก 3 วันต่อมา เขาก็รู้จักอักษรเหล่านั้นหมด ตั้งแต่นั้นมา Norbert ก็เริ่มชอบอ่านหนังสือ Leo จึงสอนลูกให้รู้จักสะกดคำต่างๆ ตั้งแต่ Norbert ,uอายุ 3 ขวบ ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ Norbert ก็สามารถอ่านหนังสือได้คล่อง เมื่ออายุ 6 ขวบ ก็สามารถอ่านหนังสือของ Darwin ได้ Leo จึงประกาศให้เพื่อนบ้านทุกคนรู้ว่า เขาต้องการสร้างให้ลูกเป็นอัจฉริยะ โดยจะจัดการเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตของลูกด้วยตนเอง เมื่ออายุ 7 ขวบ Norbert ได้เข้าเรียนชั้น ป.3 แต่เมื่อขึ้นชั้น ป.4 การเรียนของ Norbert ก็เริ่มตก Leo จึงให้ลูกลาออกจากโรงเรียน แล้วสอนหนังสือให้ลูกด้วยตนเองที่บ้าน โดยให้เรียนพีชคณิต ละติน และภาษาเยอรมันเป็นเวลา 2 ปี
       
       เมื่ออายุ 8 ปี สายตาของ Norbert เริ่มสั้นจนต้องหยุดอ่านหนังสือเป็นเวลา 6 เดือน ถึงกระนั้นเขาก็สามารถเรียนหนังสือได้ โดยมีคนมาอ่านให้ฟัง การเรียนด้วยวิธีฟังนี้ทำให้ Norbert รู้สึกสบายใจ เพราะได้ฝึกจำ และได้พบว่าสามารถจำบทละครโอเปราได้หมดโดยการฟังเพียงครั้งเดียว
       
       Leo คิดว่า เขาเป็นคนที่หวังดีต่อลูกตลอดเวลา แต่ในสายตาของ Norbert พ่อเป็นคนโหด เพราะถ้า Norbert ทำอะไรผิด พ่อจะโกรธอย่างรุนแรง ยิ่งเมื่อพ่อเที่ยวบอกใครๆ ว่า การที่ Norbert เก่งก็เพราะพ่อฝึกฝนให้ Norbert รู้สึกสะเทือนใจมาก เพราะคิดว่าพ่อกำลังบอกโลกว่าที่ Norbert โง่ เพราะโง่เอง ความรู้สึกของเขาที่มีต่อพ่อจึงมีทั้งรักและเกลียด ดังในหนังสือ The Human Use of Human Beings ที่ Norbert เขียนอุทิศให้พ่อ เขาได้กล่าวว่า พ่อเป็นทั้งครูที่เขารักมากที่สุด และศัตรูที่เขาเกลียดที่สุด
       
       เมื่อ Norbert อายุ 9 ขวบ ครอบครัว Wiener ได้อพยพไปเมือง Harvard ในรัฐ Massachusetts เพื่อให้ Norbert ได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Ayer High School Norbert ได้เรียนที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี จนสำเร็จการศึกษาและได้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัย Tufts ในช่วงเวลานี้ Norbert สนใจวิชาชีววิทยามาก แต่ก็ได้เรียนฟิสิกส์ กับคณิตศาสตร์ด้วย Norbert พบว่าวิชา calculus และ differential equation ง่าย แต่ทฤษฎี Galois ยาก ขณะเรียนที่ Tufts Leo ก็ยังสอนหนังสือให้ Norbert ที่บ้านจน Norbert สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมเมื่ออายุ เพียง 14 ปี
       
       เมื่อสำเร็จปริญญาตรี Norbert Wiener เริ่มมีอาการซึมเศร้า (เขาเป็นโรคนี้จนตลอดชีวิต) และได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Harvard ในระยะแรก Norbert ตั้งใจจะทำปริญญาเอกด้านชีววิทยา แต่เรียนไม่ได้เพราะมีสายตาสั้นมาก จนดูกล้องจุลทรรศน์ไม่เห็นอะไรเลย และเวลาทำการทดลอง Norbert ก็ขาดทักษะความคล่องแคล่วในการใช้มือ เพราะสมัยเรียนหนังสือที่ Tufts Norbert ทำคะแนนวิชาปรัชญาได้ดี บิดาจึงสั่งไม่ให้เรียนชีววิทยา แต่ให้เรียนปรัชญาแทนที่มหาวิทยาลัย Cornell Norbert ไม่รู้สึกชอบชีวิตที่มหาวิทยาลัย Cornell เลย จึงเรียนได้ไม่ดี และอ่านหนังสืออะไรๆ ก็ไม่รู้เรื่อง เมื่อทุนการศึกษาที่ Cornell ถูกตัด Norbert จึงขออนุญาตบิดาย้ายกลับไปเรียนตรรกวิทยาเชิงคณิตศาสตร์ที่ Harvard ต่อ และได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องการเปรียบเทียบทฤษฎีของ Ernst Schroeder กับทฤษฎีของ Whitehead และ Russell
       
       ขณะเรียนที่มหาวิทยาลัย Harvard Norbert Wiener รู้สึกไม่ชอบ Harvard มากไปกว่า Cornell แต่ก็ได้พยายามจนสำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต เมื่ออายุ 19 ปี จึงนับว่าเร็วกว่าคนทั่วไปประมาณ 6 ปี จากนั้นได้ทุนไปวิจัยต่อที่มหาวิทยาลัย Cambridge ในอังกฤษกับ Bertrand Russell โดยตั้งใจจะวิจัยด้าน Mathematical Logic
       
       การได้เดินทางไปต่างประเทศ และการอยู่ห่างจากพ่อ ทำให้หนุ่ม Wiener รู้สึกดีใจมาก เพราะนั่นคือเสรีภาพที่เขาได้โหยหามานาน แต่เมื่อ Russell ตระหนักว่า Wiener มีความรู้คณิตศาสตร์ค่อนข้างน้อย จึงแนะนำให้ไปเรียนวิชา Analysis กับ G.H.Hardy เพิ่มเติม และให้ศึกษาตำรา Mathematical Physics ของ A. Einstein ด้วย Wiener คิดว่า Hardy เป็นอาจารย์ที่มีความสามารถสูงมาก เพราะ Hardy ได้สอน Complex Variables ให้ Wiener จนเข้าใจ ถึง Wiener จะยอมรับความสามารถของ Hardy แต่ก็ไม่ยอมรับทัศนคติด้านคณิตศาสตร์ของเขา ผู้คิดว่าคณิตศาสตร์มีความสวยงามเชิงนามธรรม และไม่เคยสนใจความมีประโยชน์ด้านรูปธรรมเลย แต่ Wiener สนใจการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ในชีวิต เขาคิดว่านักคณิตศาสตร์ควรสนใจโลกภายนอก และควรใช้คณิตศาสตร์แก้ปัญหาธรรมชาติ ดังนั้น Wiener จึงคิดว่า Hardy เป็นนักคณิตศาสตร์ที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นยานหลบหนีโลกแห่งความจริง (Hardy เองก็ไม่ตระหนักว่าคณิตศาสตร์ที่ตนทำวิจัยนั้น ในเวลาต่อมาได้ถูกนำใช้ในวิชาสื่อสารทางไกล รหัสลับ และคอมพิวเตอร์ ฯลฯ)
       
       เพราะ Bertrand Russell จะไปทำงานวิจัยในฤดูใบไม้ผลิที่มหาวิทยาลัย Harvard ดังนั้น Wiener จึงว่างเรียนและได้ออกเดินทางไปฝึกงานช่วงสั้นๆ ที่มหาวิทยาลัย Gottingen ในเยอรมนี เพราะที่นั่นมี David Hilbert หลังฝึกงานก็เดินทางกลับอังกฤษ พอดีเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มหาวิทยาลัย Cambridge ต้องปิดสอน Wiener วัย 20 ปี จึงเดินทางกลับอเมริกา เพื่อหางานทำที่มหาวิทยาลัย Columbia และได้ไปเรียนวิชาปรัชญาเพิ่มเติมกับ John Dewey แต่เรียนได้ไม่นานก็ต้องลาออก เพราะไปทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมหอพัก
       
       ในฐานะที่สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจาก Harvard Wiener จึงมีสิทธิ์สอนที่ Harvard (โดยไม่ได้รับเงินเดือน) และได้เลือกสอนวิชา Mathematical Logic แต่สอนได้ไม่ดี เพราะ Wiener สอนผิดบ่อยจน George David Birkhoff นักคณิตศาสตร์แห่ง Harvard ต้องลุกขึ้นชี้แจงและอธิบายครั้งแล้วครั้งเล่าว่า Wiener สอนผิด ผลที่ตามมาคือ Wiener ไม่ได้งานอาจารย์ที่ Harvard และได้กล่าวโทษ Birkhoff ว่าเป็นคนทำให้เขาพลาดงานตำแหน่งนี้ เพราะเขามีเชื้อชาติยิว นอกจากเหตุผลนี้แล้ว Birkhoff ก็ยังจงเกลียดจงชังพ่อ Leo ของเขาด้วย ที่ชอบอวดชาวบ้านว่าลูกชายเก่ง
       
       ในระยะแรกถึง Birkhoff จะไม่ยอมรับความสามารถของ Wiener แต่เมื่อ Wiener ได้ทำงานที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) Wiener ได้ร่วมกับ Birkhoff จัดสัมมนาคณิตศาสตร์ และจัดประชุมวิชาการระหว่าง Harvard กับ MIT โดยคนทั้งสองจะเขียนจดหมายถึงกันอย่างจริงใจ Wiener ทำงานที่ MIT จนเกษียณในปี 2503 ทั้งนี้เพราะเขาชอบ MIT มาก ที่ให้โอกาสเขาได้ใกล้ชิดกับวิศวกร และนักฟิสิกส์
       
       เมื่อสหรัฐฯ ประกาศสงครามกับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ขณะนั้น Wiener วัย 23 ปี มีสายตาสั้นมาก ดังนั้น จึงไม่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร และได้ไปทำงานที่บริษัท General Electric แต่อยู่ที่นั่นได้ไม่นานก็ได้รับจดหมายจากศาสตราจารย์ Oswald Veblen แห่งมหาวิทยาลัย Princeton ให้ไปออกแบบปืนต่อสู้อากาศยาน Wiener รับงานใหม่นี้อย่างเต็มใจ และรู้สึกว่า คณิตศาสตร์เป็นประโยชน์ เพราะใช้ในการทำสงครามได้
       
       หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Wiener คาดว่า Veblen คงชวนไปเป็นอาจารย์ที่ Princeton แต่เมื่อ Veblen ไม่เชิญ Wiener จึงรู้สึกผิดหวัง ประจวบกับช่วงเวลานั้น คู่หมั้นของน้องสาว Wiener เสียชีวิต Wiener ได้รับมรดกตำราคณิตศาสตร์ของว่าที่น้องเขยมากมายหลายเล่ม และเมื่อเขาได้อ่าน Theory of Integral Equations ของ Volterra กับ Theory of Functions ของ Osgood และ Theory of Integration ของ Lebesque Wiener รู้สึกว่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตนเข้าใจคณิตศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งๆ ที่ตอนได้รับปริญญา Ph.D. นั้น Wiener มีอายุ 19 ปี แต่เขาเพิ่งเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง เมื่ออายุ 24 ปี
       
       ลุถึง พ.ศ. 2462 ชีวิตร่อนเร่พเนจรของ Wiener ก็สิ้นสุดลง เมื่อเพื่อนของบิดาที่ชื่อศาสตราจารย์ Osgood แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ได้จัดการให้ Wiener เป็นอาจารย์สอนที่ MIT ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นงานที่ดีแต่ไม่มีเกียรตินัก เพราะอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ของ MIT มักไม่ทำวิจัยกัน และสอนคณิตศาสตร์เป็นงานบริการให้คณะอื่น เช่น วิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ สำหรับ Wiener เอง ขณะนั้นก็มิได้เป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ถึงจะมีงานวิจัยเรื่อง Logic บ้าง แต่ผลงานก็มีไม่มาก คือประมาณ 15 เรื่องเท่านั้นเอง
       
       เมื่อได้งานที่ MIT Wiener รู้สึกภูมิใจและมั่นใจในความสามารถของตนมากขึ้น จึงโหมทำงานวิจัยหนัก ภายในเวลาเพียง 12 ปี ก็มีผลงานที่สามารถอธิบายการเคลื่อนที่แบบบราวน์ (Brownian Motion) ได้ อีกทั้งได้วางพื้นฐานของทฤษฎีศักย์ (Potential Theory) ในวิชาไฟฟ้าสถิต และสร้างวิชาคณิตศาสตร์แขนงใหม่ ชื่อ Generalized Harmonic Analysis ด้วย
       
       สำหรับปรากฏการณ์การเคลื่อนที่แบบบราวน์นั้น เป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อ Robert Brown นักชีววิทยาชาวอังกฤษได้สังเกตเห็นละอองเรณูเวลาลอยน้ำ จะเคลื่อนที่สะเปะสะปะตลอดเวลา เหตุการณ์นี้ไม่มีใครอธิบายได้ จนกระทั่ง พ.ศ.2448 Albert Einstein จึงได้อธิบายว่า การที่ละอองเรณูเคลื่อนที่สะเปะสะปะ เพราะมันถูกโมเลกุลของน้ำ (ที่ตามองไม่เห็น) พุ่งชนในทิศต่างๆ ตลอดเวลา เมื่อสูตรของ Einstein เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คำตอบที่สอดคล้องกับผลการทดลอง โลกจึงยอมรับเป็นครั้งแรกว่า โมเลกุลและอะตอมมีจริง
       
       ในเมื่อโมเลกุลน้ำที่พุ่งชนละอองเรณูมีจำนวนมหาศาลและมีทิศต่างๆ กัน ดังนั้น การแก้สมการการเคลื่อนที่ของละอองเรณูตามวิธีของ Newton จึงใช้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ Einstein จึงใช้สถิติในการแก้ปัญหานี้โดยแสดงให้เห็นว่า การแพร่กระจายของละอองเรณูสามารถคำนวณได้จากสมการการถ่ายเทความร้อน นั่นคือ ความหนาแน่นของอนุภาค ณ ตำแหน่ง และเวลาต่างๆ สามารถคำนวณหาได้ในลักษณะเดียวกับการคำนวณหาอุณหภูมิ ณ ตำแหน่งและเวลาต่างๆ ในตัวนำ ในที่สุด Einstein ได้สูตรของสัมประสิทธิ์การแพร่ซึม ในเทอมของค่าคงตัวต่างๆ ในธรรมชาติ เช่น จำนวน Avogadro และอุณหภูมิของน้ำ เป็นต้น สำหรับองค์ความรู้ที่ Einstein ใช้ในการศึกษาเรื่องนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐาน 3 ข้อ คือ
       
        (1) ในช่วงเวลาต่างๆ กันการเคลื่อนที่ของอนุภาคจะเป็นอิสระจากกันอย่างสมบูรณ์ คือ ไม่ขึ้นต่อกัน นั่นคือ Einstein สมมติว่า พฤติกรรมใดๆ ของอนุภาคในอดีต ไม่สามารถใช้บอกพฤติกรรมของอนุภาคในอนาคตได้
        (2) อนุภาคสามารถเคลื่อนที่ทิศใดก็ได้อย่างสะดวกและดีเท่ากันหมด
        (3) เส้นทางที่อนุภาคเคลื่อนที่มีความต่อเนื่องตลอดเวลา
       
       จากสมมติฐานเหล่านี้ Einstein ได้คำนวณพบว่า ระยะทางที่อนุภาคเคลื่อนที่ในช่วงเวลาหนึ่งเป็นปฏิภาคตรงกับรากที่สองของช่วงเวลานั้น
       
       แต่เวลานักคณิตศาสตร์ศึกษาปัญหานี้ พวกเขาจะไม่ยอมรับในความถูกต้องของสมมติฐานทั้ง 3 ข้อดังกล่าว จนกว่าจะมีการพิสูจน์แน่ชัดว่า สมมติฐานที่ว่านี้จริงและเหมาะสม ซึ่งทั้ง E. Borel, S. Banach, P. Levy, P. Erdos, M. Kac และ H. Lebesque ต่างก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครประสบความสำเร็จ จนกระทั่ง Wiener ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Wiener measure ซึ่งเหมาะสำหรับการศึกษาผลกระทบของแรงต่างๆ ที่เป็นอิสระจากกันในช่วงเวลานานและ Levy กับ Kolmogorov ได้พัฒนาเทคนิคต่อ จนเป็นทฤษฎี Stochastic Process ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน
       
       ในช่วง พ.ศ.2466-2468 Wiener ได้สนใจปัญหาไฟฟ้าสถิตที่ว่า ถ้ากำหนดประจุไฟฟ้ามาให้ปริมาณหนึ่ง ตัวนำไฟฟ้าควรมีรูปทรงใดจึงจะสามารถเก็บประจุเหล่านั้นได้ ในอดีต Zaremba ได้เคยพิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวนำไฟฟ้าที่มีปลายแหลมจะไม่สามารถเก็บประจุได้ เพราะประจุจะรั่วออกที่ปลาย แต่ตัวนำรูปกรวย สามารถเก็บประจุได้และ Wiener ก็ได้พบหลักการว่า ตัวนำรูปทรงใดสามารถเก็บประจุได้ โดยการใช้เทคนิค ทฤษฎีศักย์ (Potential Theory) และได้กำหนดเกณฑ์ Wiener criterion ที่สามารถใช้ตัดสินว่า ตำแหน่งใดบนตัวนำที่ศักย์ไฟฟ้า ณ ตำแหน่งนั้นมีค่าต่อเนื่อง หรือไม่ต่อเนื่อง นั่นคือที่ใดมีประจุรั่วหรือไม่รั่วบ้าง
       
       ใน พ.ศ.2469 Wiener เริ่มสนใจ Theory of Generalized Functions หรือ Distribution Theory เมื่อ J.D. Jackson แห่งภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าที่ MIT ได้ขอให้ Wiener วางรากฐานเชิงคณิตศาสตร์ของวิชา Heaviside Calculus ที่ใช้ในการแก้สมการอนุพันธ์ด้วยวิธีแปลงแบบ Fourier หรือ Laplace เพื่อให้สมการอนุพันธ์อยู่ในรูป AX = B ซึ่งทำให้ได้ X = B/A ความยุ่งยากของเทคนิคนี้ คือ การแปลงค่า X กลับเพื่อหาคำตอบตามปกติจะยุ่งยากมาก (นี่คือวิธี Inverse Fourier-Laplace transform) และ Wiener ก็ได้พบว่าการคูณและหารในกรณีนี้คือ การใช้ตัวดำเนินการแบบ differentialtion และ integration
       
       หลังจากนั้น Wiener เริ่มสนใจปัญหาสัญญาณไฟฟ้าในวงจร ซึ่งวิศวกรไฟฟ้าเวลาวิเคราะห์แบบ Fourier จะกระจายสัญญาณที่เป็นคาบ (period) เป็นผลรวมของคลื่นแบบ sine และ cosine การวิเคราะห์นี้มีสูตรของ Parseval ที่แสดงให้เห็นว่า พลังงานทั้งหมดของสัญญาณในแต่ละคาบ คือ ผลบวกของพลังงานคลื่นย่อยที่มีความถี่ต่างๆ กัน ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียกสเปกตรัมของสัญญาณ
       
       ปัญหาที่มักพบในวงจรไฟฟ้า คือ เวลามีสัญญาณที่ไม่เป็นคาบ สเปกตรัมของสัญญาณจะไม่เป็นไปตามที่กำหนด Wiener จึงขยายขอบเขตการวิเคราะห์แบบ Fourier โดยใช้วิธีใหม่ที่เรียกว่า Generalized Harmonic Analysis ซึ่งแทนที่จะพิจารณาพลังงานทั้งหมดในคาบหนึ่งๆ Wiener กลับพิจารณาพลังงานเฉลี่ยในช่วงเวลานานๆ แล้วหา limit ของค่าเฉลี่ย การคิดเช่นนี้ทำให้วิศวกรเข้าใจความคิดพื้นฐานที่มีในเทคนิควิเคราะห์แบบ Fourier ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อ Wiener ตีพิมพ์ผลงานนี้ ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังจนเป็นที่ยอมรับทันที
       
       Wiener ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์คณิตศาสตร์แห่ง MIT เมื่ออายุ 38 ปี และได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences ได้รับรางวัล Bocher ซึ่งเป็นรางวัลด้าน Analysis ที่สมาคมคณิตศาสตร์มอบให้นักคณิตศาสตร์ผู้มีผลงานโดดเด่นที่สุดในทุก 5 ปี
       
       ถึงจะประสบความสำเร็จมามาก แต่ Wiener ก็ยังวิจัยคณิตศาสตร์ต่อไป โดยได้ศึกษาเรื่องสมการ integral ร่วมกับ E. Hopf และมีผลงานที่เป็นที่รู้จักในนามเทคนิค Wiener-Hopf นอกจากนี้ยังได้เขียนตำรา Analysis ที่ดีเด่นมากร่วมกับ R.E.A.C. Paley ด้วย และได้ศึกษากลศาสตร์ควอนตัมกับ Max Born ได้ขยายองค์ความรู้เรื่อง Statistical Mechanics ของ G.D.Birkhoff โดยพัฒนา Ergodic Theory ส่วนตำรา “The Homogeneous Chaos” ที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ.2481 นั้น เป็นตำราที่นักคณิตศาสตร์ปัจจุบันใช้ศึกษา Nonlinear and Random Phenomena
       
       ใน พ.ศ.2476 Wiener ได้รู้จัก Arturo Rosenblueth ผู้เป็นนักสรีรวิทยาชาวเม็กซิกัน คนทั้งสองสนิทสนมกันมาก จึงร่วมมือกันวิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบกลศาสตร์กับระบบสรีรวิทยา ในประเด็น feedback ความร่วมมือกันนี้ทำให้เกิดวิทยาการใหม่สาขา cybernetics
       
       นักวิทยาศาสตร์ทุกคนรู้ดีว่า เตาไฟฟ้าทุกเตามีอุปกรณ์ thermostat ที่ใช้ตัดไฟ เช่น เวลาเตามีอุณหภูมิต่ำ thermostat จะเปิดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้า จนอุณหภูมิเตาเพิ่มสูงขึ้นๆ ถึงอุณหภูมิหนึ่ง thermostat ก็จะปิด ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่ไหล แล้วเตาก็จะดับ ถ้ามีกระบวนการ feedback ความร้อนจากเตาจะถูกป้อนกลับ (feedback) เข้าไปในขั้นตอนที่ควบคุมการทำงานของเตา Wiener กับ Rosenblueth ได้นำความคิดนี้ไปสร้างแบบจำลองแสดงวงจรการทำงานของกล้ามเนื้อ
       
       เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง Wiener ได้ชะลอการวิจัยเรื่องนี้ แล้วสมัครช่วยชาติในสงคราม โดยจะวิจัยการใช้ปืนต่อสู้อากาศยานยิงเครื่องบินข้าศึก แต่ปัญหานี้ยากมากเพราะเครื่องบิน มีความเร็วสูงมาก ดังนั้น คนยิงจึงต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการยิง เช่น ต้องไม่เล็งตรงที่เครื่องบิน เพราะกว่ากระสุนจะเดินทางถึงเครื่องบินๆ ก็บินไปแล้ว ดังนั้น คนยิงต้องคำนวณตำแหน่งปัจจุบันของเครื่องบินโดยใช้เรดาร์ช่วย แล้วคาดคะเนวิถีบินของเครื่องบิน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เพราะไม่รู้จิตใจและนิสัยของนักบิน Wiener จึงต้องคิดหาสูตรของโอกาสดีที่สุดที่ปืนจะยิงเป้าถูก
       
       ความยุ่งยากในการหาสูตรยิง คือ ถ้าผู้ยิงป้อนข้อมูลจากเรดาร์เข้าระบบยิงมากเกินไป ปืนก็จะส่ายจนลำปืนไม่เสถียร ทำให้ยิงไม่ได้ Wiener ได้คิดวิธีขจัดความบกพร่องนี้ ด้วยวิธีเฉลี่ยข้อมูลทั้งหมดจากเรดาร์ ทำให้ปริมาณการส่ายไปมาของปืนลดลง จนผู้ยิงสามารถยิงเป้าได้แม่นยำขึ้น
       
       ในปี พ.ศ.2485 Julian Bigalow เพื่อนของ Wiener ได้สร้างอุปกรณ์ที่สามารถติดตามเครื่องบินได้นานถึง 10 วินาที และสามารถรู้ตำแหน่งของเครื่องบินในอีก 10 วินาทีต่อมาได้ Wiener ได้คิดทฤษฎีของตัวกรอง (filter) เพื่อขจัดสัญญาณรบกวน (noise) ที่เกิดในอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เพื่อเสริมให้ผลงานของ Bigalow ทำงานได้ดีขึ้น
       
       เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองใกล้สงบ Wiener หันไปสนใจปัญหา cybernetics อีก และได้จัดประชุมวิชาการเรื่อง Circular Causal กับ Feedback Mechanisms ร่วมกับ John von Neumann และได้ตีพิมพ์ผลงาน ชื่อ Cybernetics or Control and Communication in Animal and the Machine ด้วยการนำวิทยาการฟิสิกส์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์มาบูรณาการ
       
       ในด้านชีวิตส่วนตัว Wiener ได้สมรสกับ Margaret Engemann ผู้เคยเรียนภาษารัสเซียกับบิดา Leo ของ Wiener เธอเล่าว่า หน้าที่หลักของเธอคือ ทำให้สามีมีความสุข เพราะเวลาอารมณ์ซึมเศร้าเข้าครอบงำ Wiener จะมีนิสัยแปลกๆ เช่น ชอบซักถามเพื่อนฝูงด้วยคำถามยากๆ เช่น สัตว์จะต้องมีขนาดใหญ่เพียงใด เพื่อเวลาตกเครื่องบินจึงจะไม่ตาย คำถามลักษณะนี้ทำให้เพื่อนๆ ของ Wiener ต้องลนลานหนี เวลาเห็นเขาเดินมา ตามปกติ Wiener ไม่แสดงอารมณ์ขุ่นเคืองเวลาถูกขัดคอ แต่มักรู้สึกกลัวว่า วันหนึ่งตาทั้งสองข้างจะบอดสนิท ดังนั้น เขาจึงฝึกคลำทาง โดยเอาหนังสือปิดหน้าเวลาเดิน
       
       Wiener เป็นคนมีน้ำใจดีต่อเพื่อนร่วมงานทุกคน โดยเฉพาะรุ่นน้อง และมักเชิญมารับประทานอาหารที่บ้านบ่อย เวลาใครเดินผ่านห้องที่เขาทำงาน เขาก็จะเสนอหนังสือให้ยืม สำหรับบุคลิกด้านลบก็คือ Wiener ต้องการความมั่นใจจากทุกคนตลอดเวลา ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน ภารโรงและนิสิต เพราะเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหว ดังนั้นเวลาทำอะไรไม่สำเร็จ Wiener จะซึมเศร้ามาก แต่เวลาทำอะไรได้ เขาจะรู้สึกลิงโลดทันที
       
       ผลงานชิ้นสุดท้ายของ Wiener คือ การแต่งนวนิยายชื่อ The Tempster ที่เน้นให้เห็นผลกระทบของเทคโนโลยีต่อมนุษย์
       
       Norbert Wiener เสียชีวิตที่สวีเดน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2507 ด้วยโรคหัวใจวาย หลังจากเสร็จการบรรยายที่มหาวิทยาลัย Stockholm เล็กน้อย โลกยังระลึกถึงเขาในฐานะนักคณิตศาสตร์ผู้นำคณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรมมาประยุกต์ใช้จนที่เป็นรูปธรรมได้
       
       สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.


credit:http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000096999

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Sonya Kovalevskaya สตรีนักคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถไม่แพ้บุรุษ


ในอดีตสตรีมีปัญหาด้านความสามารถคือไม่ได้เป็นที่ยอมรับโดยบุรุษ แต่ความสำเร็จทางคณิตศาสตร์ของ Sonya Kovalevskaya ได้มีบทบาทในการทำให้โลกยอมรับว่า สตรีก็มีความสามารถด้านนี้พอๆ กับบุรุษ
       
        Sophia Krukovskaya เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1850 ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ครอบครัว Krukovskaya มีทายาท 3 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน โดยบุตรสาวคนโตชื่อ Aniuta และบุตรสาวคนเล็กชื่อ Sophia หรือ Sonya (ซึ่งเป็นชื่อที่เธอใช้เรียกตนเองในเวลาต่อมา) บิดามีเชื้อชาติฮังการี ที่ได้รับการศึกษาน้อย แต่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนมารดามีเชื้อชาติเยอรมัน บรรพบุรุษได้อพยพมารัสเซีย แม้มารดาของ Sophia จะเป็นสตรีไฮโซที่ชอบเล่นเปียโน แต่เธอก็เหมือนกับสตรีคนอื่นๆ ในสมัยนั้นคือ แทบไม่ได้รับการศึกษาเลย และการที่เธอมีสามีที่มีอายุมากกว่า 20 ปี คนทั้งสองจึงมีนิสัยแตกต่างกันมาก เธอจึงรู้สึกถูกเมินและถูกทอดทิ้งบ่อย
       
        ประวัติญาติของ Sophia ทั้งฝ่ายบิดาและมารดา แสดงว่าญาติฝ่ายบิดาไม่มีใครได้รับการศึกษาสูง แต่ญาติฝ่ายมารดามีคนที่เคยเป็นสมาชิกของสถาบัน St. Petersburg Academy และเป็นผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ กับคณิตศาสตร์ เพราะเคยได้เขียนจดหมายวิชาการติดต่อกับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เช่น Gauss และ Laplace
       
        เมื่อบิดาของ Sophia เกษียณราชการทหาร ครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Palibino ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง St. Petersburg กับ Kiev Sophia วัย 8 ขวบเล่าว่าผนังบ้านใหม่ของเธอมีกระดาษบุผนัง (wallpaper) ติดเต็ม โดยพ่อสั่งซื้อกระดาษเหล่านี้มาจากเมือง St. Petersburg แต่เมื่อกระดาษบุผนังมีไม่พอ พ่อจึงต้องเอากระดาษอื่นมาเสริม เมื่อได้พบกระดาษเก่าๆ ในห้องเก็บของเหนือเพดาน จึงนำกระดาษเหล่านั้นมาใช้ต่างกระดาษบุผนัง แต่กระดาษเก่าที่เหลืองกรอบนั้น เดิมเป็นกระดาษจดบันทึกวิชาแคลคูลัสที่ M.V.Ostragradsky ผู้มีชื่อเสียงได้เคยใช้เขียน ดังนั้นเนื้อหาและข้อความบนกระดาษจึงมีสัญลักษณ์มากมายที่ Sophia อ่านไม่ออก แต่เธอก็รู้สึกว่าอักษร “hieroglyph” เหล่านั้นน่าสนใจ จึงใช้เวลาอ่านข้อความจากกระดาษบุผนังนานเป็นชั่วโมง จนเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าขีดจำกัด (limit)
       
        Sophia มีลุงสองคน คนหนึ่งสนใจชีววิทยา อีกคนสนใจคณิตศาสตร์ Sophia ได้ยึดแบบอย่างการเรียนเจริญรอยตามลุงทั้งสองคน แต่ในที่สุดก็รู้ว่าชอบและรักคณิตศาสตร์มากกว่าชีววิทยา และเมื่อนักฟิสิกส์ชื่อ Nikolai Nikanorovich Tyrtov ผู้เป็นเพื่อนของครอบครัว ได้ฟัง Sophia วิพากษ์วิจารณ์ผลงานตรีโกณมิติของ Tyrtov อย่างลึกซึ้ง เขาจึงบอกบิดาของ Sophia ให้ส่งเธอไปเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง พ่อจึงให้เธอไปเรียนที่มหาวิทยาลัย St. Petersburg ขณะเรียนที่นั่น ครูที่สอนแคลคูลัสพบว่า Sophia เรียนแคลคูลัสได้เร็วมาก เพราะเธอได้ศึกษาคณิตศาสตร์ชนิดนี้จากกระดาษบุผนังที่บ้านมาก่อนนั่นเอง
       
        ในสมัยนั้นสตรีรัสเซียไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือถึงระดับปริญญา ดังนั้น Sophia และพี่สาวจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อความก้าวหน้าของชีวิต แต่การจะทำเช่นนั้นได้ สตรีต้องให้สามีอนุญาต หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีพี่เลี้ยงตามไปดูแล ดังนั้นวิธีที่ผู้หญิงโสดชาวรัสเซียนิยมใช้คือ หาผู้ชายมาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย แต่ให้เป็นได้แค่สามีในนามเท่านั้น
       
        ในที่สุดคนทั้งสองก็ได้ Vladimir Onufrievich Kovalevskaya มาสวมบทบาทสามีจำเป็นให้ ขณะนั้น Sophia มีอายุ 15 ปี พิธีแต่งงานสมมติได้ถูกจัดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1868 Sophia จึงเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลเป็น Sonya Kovalevskaya ซึ่งเป็นชื่อที่โลกรู้จักในเวลาต่อมา
       
        จากนั้น Sonya สามี Vladimir และ Anuita พี่สาวก็เดินทางไปเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อถึงที่หมาย Anuita ได้เดินทางต่อไปปารีส ส่วน Sonya กับสามีเดินทางไปเยอรมนี โดย Sonya ได้รับอนุญาตให้เรียนวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Heidelberg กับนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงหลายคน เช่น Bunsen, Helmholtz และ Kirchhoff รวมถึงได้เรียนคณิตศาสตร์กับ Konigsberger ผู้เป็นศิษย์คนโปรดของ Karl Weierstrass ด้วย
       
        แม้วิชาที่เรียนจะยากมากแต่ Sonya กับสามีก็มีเวลาเดินทางไปพบนักชีววิทยาชื่อ Charles Darwin และ Thomas Huxley รวมทั้งได้มีโอกาสสนทนาปรัชญากับ Herbert Spencer ด้วย
       
        เมื่อทั้งสองเดินทางกลับถึงเยอรมนี ก็ได้ตัดสินใจแยกทางชีวิตกัน เพราะ Vladimir ผู้มีหัวรุนแรงสนใจการเมือง และไม่สนใจคณิตศาสตร์เหมือนภรรยา การหย่าร้างจึงไม่ได้ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียใจ เพราะการสมรสไม่ได้เกิดจากความรักตั้งแต่ต้นแล้ว
       
        ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1870 Sonya ได้เดินทางไปเบอร์ลิน เพื่อพบ Weierstrass ผู้ได้ทดสอบความรู้ทางคณิตศาสตร์ และ Weierstrass วัย 55 ปี รู้สึกประทับใจ Sonya ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี จึงตัดสินใจสอนคณิตศาสตร์ให้เธอเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้เพราะกฎของมหาวิทยาลัย Berlin ในขณะนั้น ห้ามผู้หญิงเรียนคณิตศาสตร์
       
        ขณะที่ Sonya เรียนคณิตศาสตร์ Weierstrass ได้พบว่า ไม่ว่าเขาจะสอนอะไร Sonya ดูกระตือรือร้นจะเรียนไปหมด การซักถาม และวิธีการอภิปรายของเธอได้ช่วยให้เขาเข้าใจเนื้อหาที่สอนเธอดียิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงมีมากกว่าระดับครูกับศิษย์ วิธีคิดและวิธีทำงานของ Weierstrass ได้เข้ามามีบทบาททั้งในชีวิตส่วนตัว และชีวิตทำงานของ Sonya มากในเวลาต่อมา Weierstrass ได้เขียนจดหมายแสดงความคิดถึงเธอบ่อย โดยในปี ค.ศ. 1873 ขณะ Weierstrass เดินทางไปพักร้อน เขาได้เขียนจดหมายระบายความคิดว่า เขาอยากให้เธอเดินทางมาเที่ยวชมภูมิประเทศแถบนั้นด้วย เพื่อจะได้สนทนาวิชาการกัน เพราะเวลาที่เธอถามโจทย์ สมองของเขาเสมือนได้รับการกระตุ้นให้ทำงาน แล้วเราสองคนก็จะวิจัยเรื่อง finite space และโจทย์เกี่ยวกับเสถียรภาพของสุริยะจักรวาล Weierstrass ลงท้ายจดหมายทำนองว่า เขาไม่เคยมีใครที่ทำให้เขาเข้าใจวิทยาศาสตร์ได้มากและดีเท่าเธอ ซึ่งทำให้เขามีความสุขมาก แต่ Weierstrass มักรู้สึกเช่นนี้เพียงข้างเดียว เพราะในบางครั้ง Sonya ไม่ได้ตอบจดหมายของ Weierstrass นานเป็นปี
       
        เมื่อ Weierstrass ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย Berlin เขาได้สนับสนุนและให้กำลังใจ Sonya ซึ่งสนใจวิจัยสมการอนุพันธ์ย่อย (partial differential equation) โดยให้เธอไปเรียนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Georgia Augusta เพราะที่นั่นอนุญาตให้ผู้หญิงเรียนถึงระดับปริญญาเอกได้
       
        Sonya เรียนสำเร็จปริญญาเอกระดับเกียรตินิยม ขณะอายุ 25 ปี โดยได้เขียนวิทยานิพนธ์สองเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับวิธีการแก้สมการอนุพันธ์ย่อย และเรื่องที่สองเกี่ยวกับรูปทรงของวงแหวนดาวเสาร์ ซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวกับกลศาสตร์ของดาวเสาร์นี้ เธอไม่ต้องพึ่งพาความคิดของ Weierstrass เลย
       
        งานวิจัยเรื่องวิธีการแก้สมการอนุพันธ์ย่อยของ Sonya ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Crelle แต่มีนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Augustin Cauchy ซึ่งได้ศึกษาประเด็นที่ Sonya สนใจนี้เหมือนกัน แต่งานพิสูจน์ของ Cauchy ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากสมการอนุพันธ์ย่อยลำดับหนึ่งตามปกติมีตัวแปรอิสระมากมาย และวิธีของ Cauchy เป็นกรณีเฉพาะ ส่วน Sonya เสนอวิธีแก้สมการในกรณีทั่วไป ดังนั้นจึงมีทฤษฎี Cauchy-Kovalevskaya เกิดขึ้นในโลก
       
        ผลงานคณิตศาสตร์เรื่องสมการอนุพันธ์ย่อยนี้ทำให้ Sonya ได้รับการยกย่องจากบรรดานักคณิตศาสตร์ของรัสเซียในเมือง St. Petersburg มาก ถึงกระนั้นเมื่อเธอเดินทางกลับรัสเซีย เธอก็ยังมีปัญหาในการหางานทำ เพราะถึง Sonya จะเป็นด๊อกเตอร์ แต่รัฐบาลก็อนุญาตให้เธอสอนได้เฉพาะระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น
       
        ในปีค.ศ. 1875 Sonya ได้ต้อนรับแขกสำคัญคนหนึ่งชื่อ Mittag – Leffler ผู้เคยเป็นศิษย์ของ Weierstrass เดียวกับเธอ การสนทนาและการทำงานร่วมกับ Sonya ทำให้ Mittag – Leffler หลงใหลและเลื่อมใสในความเป็นสุภาพสตรีที่เฉลียวฉลาดด้านคณิตศาสตร์ของเธอ จึงพยายามหางานให้เธอทำที่มหาวิทยาลัย Helsinki ในฟินแลนด์ซึ่งเขาเป็นศาสตราจารย์อยู่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการหางานให้ Sonya ทำ
       
        ใน ค.ศ. 1878 หลังจากที่ Sonya ได้ให้กำเนิดบุตรสาว ที่มีชื่อเล่นว่า Fufa แล้ว ครอบครัวของเธอเริ่มมีปัญหา เพราะสามีถูกเพื่อนร่วมงานโกงเงิน จนเป็นหนี้ล้นพ้นตัว เขาจึงมีอาการเศร้าซึม ส่วน Sonya ได้ทำงานวิจัยคณิตศาสตร์ต่อ เนื่องจากเธอรู้สึกเสียดายความสามารถที่มี แต่การจะให้งานวิจัยของ Sonya ดำเนินไปได้ ต้องอาศัยความพยายามมาก เธอจึงตัดสินใจไปทำงานวิจัยนอกรัสเซีย โดยการทิ้งสามี และเดินทางไป Berlin กับลูกสาว
       
        เมื่อ Weierstrass พบ Sonya อีกครั้ง เขาได้เสนอโจทย์ใหม่ให้เธอทำวิจัย ในขณะเดียวกัน Mittag – Leffler ก็พยายามหางานถาวรให้เธอทำ
       
        วันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1883 Sonya ได้ข่าวว่าสามีของเธอฆ่าตัวตาย จึงเดินทางกลับรัสเซีย เพื่อจัดการเรื่องมรดกและจัดคนดูแลลูกสาว ในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยในหลายประเทศได้เริ่มยินยอมให้สตรีเป็นอาจารย์ได้แล้ว โดยสวีเดนเป็นประเทศแรกที่ให้โอกาส Mittag – Leffler ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำแห่งมหาวิทยาลัย Hogskola ในกรุงสตอกโฮล์ม ได้ประสบความสำเร็จในการหางานให้ Sonya ทำที่มหาวิทยาลัยนี้ แม้เธอไม่เคยสอนระดับมหาวิทยาลัย และพูดภาษาเยอรมันไม่คล่อง แต่เธอก็สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว บรรดาศิษย์ต่างก็ชื่นชมเธอมาก มหาวิทยาลัยจึงจ้างเธอเป็นเวลา 5 ปี เพราะสวีเดนเป็นประเทศที่ค่อนข้างล้าหลังด้านคณิตศาสตร์ Sonya จึงต้องติดต่อกับนักคณิตศาสตร์ต่างชาติ เพื่อให้งานวิจัยของเธอเดินหน้าได้ตลอดเวลา
       
        ใน ค.ศ. 1886 พี่สาวของ Sonya ล้มป่วย และถูกเนรเทศออกจากรัสเซีย จึงต้องลี้ภัยไปปารีส และเสียชีวิตหลังการผ่าตัด เหตุการณ์นี้ทำให้ Sonya เสียใจที่ต้องสูญเสียพี่สาวไป และรู้สึกเครียดมาก เพราะสัญญาการทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Hogskola ใกล้หมดอายุ แต่เธอยังโชคดีที่ Paris Academy ได้จัดประกวดงานวิจัยชิงรางวัล Bordin โดยกำหนดโจทย์วิจัยให้ศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุแข็งเกร็ง
       
        Sonya ได้เสนอทฤษฎีการเคลื่อนที่ของลูกข่างที่ไม่สมมาตร ซึ่งมีปลายข้างหนึ่งตรึง โดยจุดศูนย์กลางมวลของลูกข่างมิได้อยู่บนแกนสมมาตร เทคนิคที่ใช้แก้สมการการเคลื่อนที่ของระบบนี้ทำให้ Sonya มีชื่อเสียงมาก จนโลกเรียกลูกข่างที่เธอใช้ศึกษาว่า ลูกข่าง Kovalevskaya
       
        การที่ Sonya ได้รับรางวัล Bordin นั้น ทำให้มหาวิทยาลัย Hogskola แต่งตั้งให้เธอดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์อย่างถาวรทันที จากนั้นสุขภาพของ Sonya เริ่มทรุด เธอจึงเดินทางไปพักผ่อนที่ปารีส แล้วเดินทางกลับสตอกโฮล์ม จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ Genoa ในอิตาลีและหลังจากการกลับจากอิตาลี เธอได้ล้มป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1891 สิริอายุ 40 ปี การเสียชีวิตในวัยมิควรเช่นนี้ ทำให้ Weierstrass เสียใจมาก จึงได้เผาจดหมายทุกฉบับที่เธอเขียนถึง
       
        ความสำเร็จของ Sonya Kovalevskaya ได้ช่วยทำให้โลกยอมรับความสามารถของสตรี โดยเฉพาะด้านคณิตศาสตร์ ว่าสตรีมีพิเศษความสามารถทางคณิตศาสตร์พอๆ กับบุรุษ


credit:http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000093410

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Edward Teller บิดาของระเบิดไฮโดรเจน





Edward Teller



เกิด : 15 มกราคม ค.ศ.1908 ที่เมือง Budapest ในประเทศฮังการี 
ตาย : 9 กันยายน ค.ศ.2003 ที่เมือง Palo Alto ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ขณะมีอายุ 95 

เมื่อเวลา 7.00 ของเช้าวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1952 สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนลูกแรกของโลกบนเกาะ Elugelab ในมหาสมุทรแปซิฟิก ดอกเห็ดขนาดใหญ่ได้ถล่มทลายเกาะที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 0.5 กิโลเมตรจมหายไปในทะเล บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดคะเนว่าพลังระเบิดครั้งนั้นรุนแรงเท่าระเบิดปรมาณูที่เคยทำลายเมือง Hiroshima จนราบเรียบจำนวน 500 ลูก Edward Teller ซึ่งสังเกตดูบันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ Los Alamos ได้ส่งโทรเลขไปแสดงความยินดีกับความสำเร็จ และบอกว่า "It’s a boy"

อีก 2 ปีต่อมาระเบิดไฮโดรเจนลูกที่สองซึ่งมีพลังงานระเบิดรุนแรงกว่าเดิมได้ถูกทิ้งลงบนเกาะ Bikini ผลงานเหล่านี้ทำให้ E. Teller ได้รับฉายาว่า บิดาของระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งเป็นชื่อที่เขาไม่ภูมิใจนัก เพราะเขาชอบบอกทุกคนว่า เขาคือบิดาของลูกสองคน


Edward Teller เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1908 ที่เมือง Budapest ในประเทศฮังการี บิดามีฐานะดี และมีเชื้อชาติยิว ในช่วงเวลานั้นฮังการีกำลังมีความวุ่นวายมาก เพราะถูกยึดครองโดยออสเตรีย และถูกสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำลายจนผู้คนในประเทศแตกแยก แล้วถูกคอมมิวนิสต์คุกคามด้วยการเข้าครอบครอง นอกจากนี้รัฐบาลฮังการียังต่อต้านคนยิวด้วยการออกกฎหมายจำกัดจำนวนนักศึกษา เชื้อชาติยิวที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย (numerus clausus) ครอบครัวของ Teller ก็เช่นเดียวกับครอบครัวยิวอื่นๆ ที่ต่างก็พยายามให้การศึกษาที่ดีแก่ลูกๆ เพื่อให้ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี                         
เพราะที่นั่นมีมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาสูงกว่า โดยเฉพาะด้าน                      
วิทยาศาสตร์ และภาษาเยอรมัน ขณะนั้น คือ ภาษาที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้

เมื่ออายุ 18 ปี Teller ได้เดินทางไปเรียนวิชาวิศวกรรมเคมีที่ มหาวิทยาลัย Karlsruhe และวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Munich Teller ได้รับปริญญาเอกฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Leipzig ในปี 1930 โดยมี Werner Heisenberg (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 1932) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ขณะเรียนที่ Munich ในปี 1928 Teller ถูกรถรางแล่นทับเท้าขวาทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัด จนต้องมีไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน และ Teller จะใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นทุกครั้งที่ต้องการเน้นให้ผู้คนสนใจฟังตนพูด

หลังสำเร็จการศึกษา Teller ได้งานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Göttingen ในปี 1933 เมื่อนาซีเรืองอำนาจในเยอรมนี Teller ต้องอพยพออกนอกประเทศเป็นครั้งที่สอง โดยไม่มีจุดหมายในชีวิตที่แน่นอน รัฐบาลอังกฤษซึ่งมีนโยบายโอบอุ้มนักวิทยาศาสตร์ยิวได้ช่วยให้ Teller เดินทางไป Copenhagen เพื่อทำงานร่วมกับ นีลส์ โบร์ (Niels Bohr) แล้วไป London จากนั้นได้เดินทางต่อไปสหรัฐอเมริกา ในปี 1935 เพื่อเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย George Washington โดยการรับรองของ George Gamow

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Teller ได้รู้จักกับ Leo Szilard ซึ่งเป็นชาวฮังการีอพยพเหมือนกัน สัมพันธภาพนี้ทำให้ Teller ได้งานทำในโครงการสร้างระเบิดปรมาณูของอเมริกา และความเก่งกล้าสามารถของ Teller ทำให้เขามีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นๆ ตามลำดับในโครงการ Manhattan แต่ก็ไม่ถึงระดับหัวหน้า เพราะ Teller มีนิสัยหลงตัวเอง และคิดว่าตนเองเก่งเหนือคนอื่นๆ อีกทั้งชอบอิจฉาผู้ที่บังคับบัญชาตน ซึ่งในที่นี้คือ โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer)

การที่ Teller ได้ทุ่มเททำงานในโครงการ Manhattan อย่างสุดตัวนั้น เพราะเขารู้สึกรักอเมริกา ทั้งๆ ที่ตนเป็นชาวฮังการีอพยพ และรู้ดีว่าการอยู่ใต้การปกครองของระบบฟาสซิสต์ และคอมมิวนิสต์นั้น ความเป็นอยู่ของผู้คนภายใต้การปกครองสองระบบนี้เป็นอย่างไร Teller คิดว่าอเมริกาคือประเทศเดียวเท่านั้นที่จะสามารถคุ้มครองโลกให้รอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสต์ได้ โดยการมีทั้งระเบิดปรมาณู และระเบิดไฮโดรเจน

ในปี ค.ศ.1945 Teller เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่คัดค้านการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ Hiroshima เขาต้องการให้ทิ้งระเบิดปรมาณูเหนือกรุง Tokyo เพื่อให้คนญี่ปุ่นเห็นพลังงานในการทำลายล้างของระเบิดมหาประลัย และจะได้รู้สึกกลัว แล้วยอมแพ้สงคราม โดยไม่มีการสูญเสียชีวิตมากมาย แต่ Oppenheimer ผู้รับผิดชอบโครงการผลิตระเบิดไม่เห็นด้วย

หลังจากที่โลกประจักษ์ในอำนาจสังหารของระเบิดที่ Hiroshima และ Nagasaki แล้ว Oppenheimer รู้สึกสำนึกผิดในบาปกรรมที่ได้ทำลงไป เขาจึงคัดค้านการสร้างระเบิดไฮโดรเจนที่จะมีอำนาจทำลายยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ดังนั้น Oppenheimer จึงขัดขวาง Teller ไม่ให้เดินหน้าสร้างระเบิดไฮโดรเจน




ความขัดแย้งนี้ได้ทำให้ประธานาธิบดี Harry Truman มีความลำบากใจ เพราะไม่มั่นใจว่าควรอนุมัติให้อเมริกาสร้างระเบิดไฮโดรเจนหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าอาวุธมหาประลัยนี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีคุณหรือโทษอย่างไร และตัวประธานาธิบดีเองรู้คณิตศาสตร์เพียงเพื่อใช้ในการซื้อของ สำหรับวิชากลศาสตร์ควอนตัมซึ่งเป็นวิชาจำเป็นในการสร้างระเบิดปรมาณูนั้น Truman ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับวิชานี้เลย ถึงกระนั้น Truman ก็ตัดสินใจเชื่อ Teller และได้อนุมัติให้ Teller เดินหน้าสร้างระเบิดไฮโดรเจนในฤดูใบไม้ร่วงปี 1949 เพราะรู้ข่าวว่ารัสเซียสามารถสร้างระเบิดปรมาณูได้แล้ว

ในช่วงเวลานั้น Teller ได้กลับไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย California ที่ Berkeley และได้ลงมือหาเสียงจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐให้สนับสนุนโครงการสร้างระเบิดไฮโดรเจน ท่ามกลางเสียงต่อต้านจาก Oppenheimer เพราะเขาคิดว่าลำพังระเบิดปรมาณูก็สามารถทำให้ผู้คนล้มตายเป็นแสนแล้ว การสร้างระเบิดไฮโดรเจนจะทำลายมนุษยชาติอย่างไม่มีใครคาดฝัน โดยส่วนตัว Teller รู้สึกกตัญญูต่อ Oppenheimer ที่ให้งานทำในโครงการ Manhattan ทั้งๆ ที่ Teller มีญาติเป็นคอมมิวนิสต์ จึงทำให้เป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้ใจ แต่ Oppenheimer ไม่เห็นด้วยกับการสร้างระเบิดไฮโดรเจน ซึ่ง Teller เห็นว่าเป็นความคิดที่ผิดมาก ข้อขัดแย้งนี้ทำให้กระทรวงกลาโหมของสหรัฐตั้งข้อกล่าวหา Oppenheimer ว่าเป็นคนทรยศต่อชาติ และในสมัยนั้นใครก็ตามที่คัดค้านแนวคิดของรัฐบาลเขาจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ยิ่งเมื่อกองสอบสวน FBI สืบรู้มาว่า Oppenheimer เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนเอียงซ้าย และยังติดต่อกับพวกคอมมิวนิสต์ ศาลจึงสั่งสอบสวน Oppenheimer ทันที และศาลได้ถาม Teller ว่าไว้ใจ Oppenheimer อดีตเจ้านายเก่าเพียงใด หรือไม่ ซึ่ง Teller ก็ได้ตอบว่า เขาอยากเห็นโครงการระเบิดไฮโดรเจนดำเนินโดยบุคคลที่เขาเข้าใจ และไว้ใจมากกว่า Oppenheimer

การแถลงเช่นนี้ทำให้ Oppenheimer ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยโครงการสร้างระเบิดไฮโดรเจน ถูกถอดถอนจากตำแหน่งที่ปรึกษาของ Atomic Energy Commission ของสหรัฐ ในฐานะที่เป็นบุรุษอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และศาลสั่งไม่ให้ Oppenheimer ได้รับรู้ข้อมูลใดๆ ในการสร้างระเบิดไฮโดรเจน อีกเลย




การต่อต้าน Oppenheimer เช่นนี้ ทำให้ Teller มีศัตรูที่เป็นนัก             วิชาการมากมาย ส่วน Oppenheimer ได้จบชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1967 ขณะอายุ 62 ปี

ในการสนับสนุนโครงการสร้างระเบิดไฮโดรเจนนั้น Teller ได้ตอกย้ำว่าประเทศตะวันตกไม่ควรไว้ใจคอมมิวนิสต์ และควรมีระเบิดนิวเคลียร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูเพื่อคุ้มครอง ถ้าไว้ใจคอมมิวนิสต์ ก็ไม่ควรมีระเบิดไฮโดรเจน แต่ถ้าไม่ไว้ใจก็ควรมี แต่เรื่องจะมีหรือไม่มีนั้นก็ควรดูตัวอย่างจากกรณีปี 1939 ที่ Teller และ Leo Szilard ได้ขอร้อง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งเป็นนักนักฟิสิกส์ ให้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ให้อนุมัติโครงการ Manhattan เพื่อสร้างระเบิดปรมาณูให้ได้ก่อนเยอรมนี และระเบิดนี้ได้ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด                
หลังจากที่อเมริกาผลิตระเบิดไฮโดรเจนได้ อีก 2 ปีต่อมา รัสเซียก็ผลิตระเบิดไฮโดรเจนได้เช่นกัน และโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับรัสเซีย

ในช่วงเวลาที่ Ronald Reagan เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐนั้น Reagan ชื่นชม Teller มาก และ Teller ก็ศรัทธา Reagan มากเช่นกัน เพราะเขาคิดว่า Reagan คือทูตที่ฟ้าได้ส่งมาปกป้องอารยธรรมตะวันตกให้ปลอดภัยจากพวกคอมมิวนิสต์ ดังนั้น Reagan จึงเชื่อคำพูด และข้อเสนอแนะของที่ปรึกษา Teller มาก เช่น เมื่อ Teller เอ่ยถึงการใช้เลเซอร์พลังงานสูงในการทำลายจรวดนำวิธีข้ามทวีปของรัสเซียที่บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ Reagan ผู้มีความรู้ทางคณิตศาสตร์น้อยกว่า Truman แต่รู้เรื่องภาพยนตร์ด้านอวกาศดีกว่าก็ได้อนุมัติโครงการ Star Wars ทันที แต่ในที่สุดโครงการนี้ก็ต้องล้มไป เพราะอเมริกาต้องใช้เงินมหาศาล และเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาดีพอ แต่โครงการนี้ก็ได้ทำให้รัสเซียลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาสงครามเลเซอร์ และการลงทุนที่มากเกิน ได้ส่วนทำให้อาณาจักรรัสเซียต้องล่มสลายในเวลาต่อมา

ดังนั้นในปี 1987 ที่ประธานาธิบดี Reagan จัดงานเลี้ยงรับรองนายกรัฐมนตรี Mikhail Gorbachev ที่ทำเนียบขาว Reagan ได้แนะนำ Gorbachev ให้รู้จัก Teller ว่านี่คือ "The famous Dr. Teller" และ Gorbachev ก็ได้ตอบว่า "There are many Tellers" แล้วปฏิเสธที่จะจับมือกับ Teller

ในส่วนของผลงานฟิสิกส์ที่สำคัญของ Teller คือ การศึกษาบทบาทของอิเล็กตรอน 1 ตัวในการเชื่อมโยง โปรตอน 2 ตัว ในโมเลกุลไฮโดรเจนที่แตกตัวเหลืออิเล็กตรอนตัวเดียว ซึ่งการศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต หลังจากนั้น Teller ได้ทำงานร่วมกับ Emil Jahn ในการอธิบายเส้นสเปกตรัมของ Benzene ในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ตว่า เกิดจากการบิดเบี้ยวของโมเลกุล ซึ่งปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า ปรากฏการณ์ Jahn-Teller นอกจากนี้ ก็ยังได้ศึกษาการสลายตัวแบบเบตาของธาตุกัมมันตรังสี โดยได้คำนึงถึงอันตรกริยาระหว่างสปิน (spin) ของ neutrino กับ สปิน (spin) ของนิวเคลียสที่สลายตัว จึงทำให้ทฤษฎีของ Fermi สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นต้น

ในด้านเกียรติยศ Teller ได้รับรางวัล Albert Einstein, รางวัล Enrico Fermi และเหรียญ National Medal of Science ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่รัฐบาลสหรัฐจะมอบให้แก่ประชาชน และได้รับ Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดี George W. Bush เมื่อ 2 เดือนก่อนจะเสียชีวิต 

ณ วันนี้ วงการดาราศาสตร์ได้ตั้งชื่อ ดาวเคราะห์น้อย 5006 ว่า Teller และระลึกถึง Teller ว่าถึงเขาจะเป็นคนที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ชอบเล่นเปียโน เทนนิส และปิงปอง ซึ่งเป็นกีฬาราคาถูก แต่เขาคือคนที่ชี้นำประธานาธิบดีสหรัฐในการทหาร เช่น ชักจูงให้อเมริกาลงทุนล้านล้านดอลลาร์สร้างอาวุธ สร้างหลุมหลบภัยปรมาณู สนับสนุนโครงการ Strategic Defense Initiative (Star Wars) ที่ล้วนหมดสภาพไปแล้ว แต่ Teller ก็ไม่เสียใจ เพราะเขารู้ว่าความฟุ่มเฟือยเหล่านี้แหละที่ทำให้รัสเซีย ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของอเมริกาต้องล่มสลาย และนี่คือมรดกสำคัญชิ้นสุดท้ายที่ Teller ได้มอบให้อเมริกาก่อนจากไป

ในด้านนิสัยส่วนตัว Teller เป็นคนที่ยึดมั่นในความคิดและความเชื่อของตน อีกทั้งชอบพูดความเชื่อเหล่านั้นอย่างเปิดเผย เขามองเหตุการณ์แทบทุกอย่างในลักษณะขาวหรือดำ และเป็นคนที่เข้าใจคำว่า "อำนาจ" ดี เพราะเขารู้ว่าประธานาธิบดีต่างๆ เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ดังนั้น เขาจึงมีศัตรูทางการเมือง และวิชาการพอประมาณ เขาจึงกล่าวว่า คนที่มีศัตรูมาก คือคนที่มีอำนาจมาก ความยึดมั่นในตนเอง และอำนาจเช่นนี้ได้ทำให้ George Keyworth ผู้เป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี Reagan คิดว่า Teller เข้าใจเรื่องอำนาจดีจนสามารถเขียนเรื่อง The Prince ที่ Machiavelli เขียน ได้ดีพอๆ กัน

ถึงแม้ Teller จะเป็นคนสมถะและชอบเล่นเปียโนและปิงปอง แต่เขาได้ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้านเหรียญในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ และหลุมหลบภัย ซึ่งเขาเชื่อว่า ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่สามหลุมหลบภัยเหล่านั้นจะช่วยชีวิตคนอเมริกันหลายล้านคนให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูและถึงแม้หลุมเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ในการต่อสู้กับรัสเซียเพราะรัสเซียก็แทบจะหมดสภาพในการต่อสู้กับอเมริกาแล้ว และนี่ก็นับว่าเป็นผลงานหนึ่งที่ Teller รู้สึกยินดีเพราะเขาไม่เคยคิดไว้ใจรัสเซียเลย

ในวันที่ Teller เสียชีวิต เขาได้รับเชิญให้ไปเปิดศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์ชื่อ Edward Teller Education Center ที่ Lawrence Livermore National Laboratery ซึ่งศูนย์นี้เป็นสถานที่ที่ Teller ต้องการจะให้กระตุ้นนักเรียนมัธยมสนใจและรักวิทยาศาสตร์

Teller เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.2003 ที่เมือง Palo Alto ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รวมอายุได้ 95 ปี

ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์หลายคนจะไม่รัก Teller เพราะคิดว่า ถ้าโลกนี้ไม่มี Teller (ระเบิดไฮโดรเจน) โลกคงน่าอยู่กว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่ Teller ก็มีคนรักหลายคน เพราะเมื่อต้นปีนี้ประธานาธิบดี George W. Bush ก็ได้มอบ Presidential Medal of Freedom ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่สหรัฐฯ จะให้แก่พลเมืองของชาติแก่ Teller

และถึงใครจะว่า Teller เป็นจอมวางแผน เป็นคนทรยศเพื่อนฝูง คนดื้อรั้น คนที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น คนชอบแก้แค้น คนฉลาด คนเก่ง คนมีความคิดต่าง ๆ นานา แต่ทุกคนก็ต้องยอมรับว่า เขาเป็นนักฟิสิกส์ที่ฉลาดเฉลียวมาก และเป็นคนที่มีอิทธิพลมากในการกำหนดนโยบายทางทหารของสหรัฐอเมริกาในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Nikola Tesla



Tesla c. 1890
วันเดือนปีเกิด10 กรกฎาคม 1856 
Smiljan , เอ็มไพร์ออสเตรีย
โครเอเชียทหาร Frontier )
เสียชีวิต7 มกราคม 1943 (อายุ 86)
New York City, New York, USA
เขตข้อมูลวิศวกรรมเครื่องกล และ วิศวกรรมไฟฟ้า

หรือเป็นที่รู้จักสำหรับ
ที่มีอิทธิพลต่อErnst Mach
มีอิทธิพลดันน์ Gano
ได้รับรางวัลที่มีชื่อเสียงเอดิสันเหรียญ (1916)
เอลเลียต Cresson เหรียญ (1893)
จอห์นสก็อตเหรียญ (1934)
ลายเซ็น
หมายเหตุ
เอ็มไพร์ออสเตรีย (1804-1867) การปรับโครงสร้างองค์กรและเปลี่ยนชื่อเป็น ออสเตรียฮังการี (1867-1918) ใน 1867

Nikola Tesla ( เซอร์เบีย : НиколаТесла; 10 กรกฎาคม 1856 -- 7 มกราคม 1943) เป็นนักประดิษฐ์, วิศวกรเครื่องกล และ วิศวกรไฟฟ้า . เขาเป็นส่วนสำคัญในการเกิดของ กระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ และเป็นที่รู้จักดีที่สุดสำหรับการปฏิวัติและพัฒนาในขอบเขตของ แม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20
สิทธิบัตรของ Tesla และหลักการทำงานตามทฤษฎีที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของกระแสสลับ (AC) พลังงานไฟฟ้าในระบบที่ทันสมัย  รวมถึง ระบบหลายเฟส ของการกระจายไฟฟ้าและ มอเตอร์ AC . งานนี้ได้ช่วยในการ ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง .
เกิดชนกลุ่มน้อย ชาวเซอร์เบีย ในหมู่บ้านของ Smiljan (ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Gospić ) ใน Frontier โครเอเชียทหาร [1] ของ จักรวรรดิออสเตรีย (สมัยใหม่ โครเอเชีย ) Tesla เป็นคนของจักรวรรดิออสเตรียโดยกำเนิดและภายหลังได้กลายเป็นพลเมืองชาวอเมริกัน  เนื่องจากปี 1894 การสาธิตของเขาในการติดต่อสื่อสารแบบไร้สายผ่านวิทยุและเป็นผู้ชนะใน" สงครามของกระแส "เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในวิศวกรไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้ที่ทำงานในอเมริกา เขาเป็นผู้บุกเบิกวิศวกรรมไฟฟ้าที่ทันสมัยและการค้นพบจำนวนมากของเขามีความสำคัญ ในประเทศสหรัฐอเมริกา Tesla แสดงให้เห็นถึง การถ่ายโอนพลังงานไร้สาย กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังในช่วงต้นของปี 1893 และ aspired เพื่อการส่งไร้สายข้ามทวีปจากไฟฟ้าอุตสาหกรรม ในโครงการ Wardenclyffe ทาวเวอร์ ของเขายังไม่เสร็จ
เพราะบุคลิกภาพของเขาประหลาดและบางครั้งก็แปลกประหลาดเกี่ยวกับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเขาที่เป็นไปได้ Tesla ถูกถือว่าเป็น นักวิทยาศาสตร์บ้า โดยในช่วงปลายชีวิตของเขาเขาไม่ค่อยมีเงิน Tesla ตายเมื่ออายุ 86 ปีในห้องสวีทโรงแรมในนิวยอร์กซิตี้ 
SI หน่วยวัด สนามแม่เหล็ก B (ยังเรียกว่าความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็กและการเหนี่ยวนำแม่เหล็ก), Tesla เป็นชื่อในเกียรติของเขา (ที่ CGPM , ปารีส, 1960)