วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เปิดภาพมหัศจรรย์ สัตว์น้ำเรืองแสง ใต้ท้องทะเลน้ำลึก

Coryphella Polaris : นักวิทยาศาสตร์พบสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ที่มีลักษณะรูปร่างและโครงสร้างที่แตกต่างออกไป
ยังมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่ มนุษย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยเฉพาะสัตว์น้ำใต้ท้องทะเลลึก ยังมีอีกจำนวนมหาศาล บางชนิดมีลักษณะแปลกประหลาดแตกต่างกันออกไป
อย่าง เช่นสัตว์ใต้น้ำเรืองแสงเหล่านี้ มีลักษณะคล้ายวุ้นเปล่งประกายออกมาเป็นสีต่างๆ ภายใต้ท้องทะเลลึกแห่งทะเลขาว ทางรัสเซียตอนเหนือ โดยอเล็กซานเดอร์ เซมินอฟ นักชีววิทยาวัย 25 ปี จากมหาวิทยาลัยมอสโคว สเตต ลงไปบันทึกภาพสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์เหล่านี้ แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม
สัตว์เหล่านี้ จะเห็นเป็นภาพเรืองแสงเมื่อใช้อุปกรณ์สตอรโบสโคป ในการบันทึกภาพ อย่างเช่น Scaleworm ตัวนี้
ทั้งนี้ เขาใช้ สตอรโบสโคป อุปกรณ์ในการบันทึกภาพ ท่ามกลางความมืด แสดงให้เห็นว่า ร่างกายของสัตว์เหล่านี้มีความน่าทึ่งเพียงใด และส่วนใหญ่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็มีลักษณะโปร่งแสง
“สัตว์ เหล่านี้จะพรางตัวไม่ให้เหยื่อมองเห็น แต่ขณะเดียวกันเมื่อมันเป็นผู้ล่า มันก็จะใช้วิธีพรางตัวไม่ให้เหยื่อเห็นเช่นเดียวกัน ” เซมินอฟ กล่าว
Hydromedusan Jellyfish : ภาพแมงกะพรุน ใต้ท้องทะเลขาว
จะ เห็นว่าอาหารทั้งหมดอยู่ในตัวของมัน บางทีเขาเล่าว่า ยังเห็นสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และเคลื่อนที่ในท้องของพวกมัน โดยภารกิจของเขาก็คือ ต้องการนำเสนอให้กับคนอื่นๆเห็นว่า สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนั้นมีความมหัศจรรย์มากเพียงใด
Lion’s Mane Jellyfish: จะเห็นว่ายังมีสิ่งมีชีวิต อาศัยอยู่ภายในท้องของแมงกะพรุน ซึ่งเป็นผู้ล่า
ดูเผินๆคล้ายกับสายไฟฟ้าส่องแสงอยู่ แต่แท้จริงแล้วมันคือสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ลึกกว่า 130 ฟุต
Lion’s Mane Jellyfish: แมงกะพรุนอีกชนิดหนึ่ง เปล่งแสงท่ามกลางความมืดใต้ท้องทะเล
Naked Sea Butterfly : รูปร่างประหลาด คล้ายปีศาจใต้ท้องทะเล


credit:http://www.unigang.com/Article/7857

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สำเร็จ! ยานใต้น้ำขนาดเล็กจีน ทำสถิติ ดำลึกถึง 5,057 ม.











"เจียวหลง" ยานใต้น้ำขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการดำน้ำลึกเกินกว่า 5,000 เมตร แล้ว (ภาพเอเยนซี)
       ไชน่าเดลี่ - เทคโนโลยีด้านการดำน้ำลึกของจีนเขยิบขึ้นมาอีกระดับ เมื่อยานใต้น้ำขนาดเล็ก (submersible) นามว่า "เจียวหลง" ประสบความสำเร็จ ทดสอบดำดิ่งมหาสมุทรได้ลึกถึง 5,057 เมตร
       
       สำนักงานแห่งรัฐเพื่อการบริหารมหาสมุทร (State Oceanic Administration - SOA) ได้เผยความสำเร็จในการทดสอบดำน้ำลึกของยานเจียวหลง ว่าสามารถทำสถิติใหม่ระดับ 5,057 เมตร ใช้เวลาปฏิบัติการ 5 ชั่วโมง ในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อเช้าตรู่วันที่ 26 ..
       
       สำนักงานฯ แถลงว่า เย่ว์ ข่ง, หยาง ปั่ว และฝู เวินเถา ผู้ควบคุมยานใต้น้ำฯ ทั้ง 3 คน สามารถนำยานเจียวหลง ทะลุขีดจำกัดได้เกินร้อยละ 70 แล้ว ของความลึกในมหาสมุทรแล้ว และเป้าหมายต่อไปของปีหน้า คือการดำน้ำลึกถึงระดับ 7,000 เมตร
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า ยานใต้น้ำขนาดเล็ก "เจียวหลง" เป็นยานใต้น้ำขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ มีความยาว 8.2 เมตร น้ำหนัก 22 ตัน ซู่ว์ ชี่หนาน หัวหน้าคณะวิศวกรฯ ผู้ออกแบบ กล่าวว่าในทางทฤษฎีแล้ว ออกแบบมาให้สามารถดำน้ำและปฏิบัติการใต้มหาสมุทรส่วนใหญ่ในโลกได้ลึกถึง 7,000 เมตร 
       
       หลังจากเริ่มต้นโครงการยานสำรวจน้ำลึกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (.. 2543) ยานใต้น้ำของจีนลำนี้ ซึ่งตั้งชื่อตามเทพมังกรในตำนานจีน ก็ประสบความสำเร็จ เมื่อทำสถิติดำน้ำลึกที่ 3,759 เมตร เมื่อปีที่แล้ว
       
       จากความสำเร็จล่าสุดนี้ ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ 5 ของโลก ที่มีเทคโนโลยียานดำน้ำลึกเกินกว่า 3,500 เมตร ถัดจากสหรัฐฯ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และญี่ปุ่น และหากยาน "เจียวหลง" ของจีน สามารถบรรลุขีดความสามารถสูงสุดที่ระดับ 7,000 เมตร ก็จะสร้างสถิติโลกใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นของยานใต้น้ำ "ชินไค 6500" (SHINKAI 6500, ญี่ปุ่น) ที่มีสถิติในการดำลึกถึง 6,526 เมตร



วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เมื่อศีรษะหลุดจากบ่าอย่างกระทันหันจะเกิดอะไรขึ้น

 

เป็นความเชื่อของคนหลายคนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะแค่อเมริกา โดยเชื่อว่าเมื่อคนโดนตัดหัวหลุดจากบ่า แต่แล้วหัวนั้นมันมีชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง มันยังคงพะงาบๆ และมันเหลือบมองหน้าคนตัดอย่างอาฆาต!!และมันก็เกิดขึ้นจริงซะงั้น!! เมื่อหัวเราหลุดจากบ่า เรายังมีชีวิตอยู่ต่อได้ไหม เราสามารถกระพริบตาพะงาบๆ สมองยังทำงานได้ไหม
เรื่องเหล่านี้เริ่มขึ้นในช่วงที่กิโยติน หรือเครื่องตัดหัวเป็นที่นิยมใช้ประหารนักโทษ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการประหารที่ทำให้ผู้ถูกประหายตายอย่างรวดเร็ว หมดจด สมองไม่เสียหาย เวลาประหารแต่ละที
จะทำท่ามกลางประชาชนที่มามุมแน่นขนัด และนั้นเองทำให้พวกเขามีโอกาสเห็นหัวยังมีชีวิต  หนึ่งในนั้นคือ สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่ 17 กรกฎาคม 1793 สาวนาม ชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ (Charlotte Corday) สาวบ้านนอกที่ทำการฆาตกรรม พอล มารัต (Jean-Paul Marat)เธอถูกประหารด้วยกิโยติน หลังจากคมมีดตัดเอาศีรษะเธอกระเด็นออก ผู้ช่วยประหารคนหนึ่งหยิบหัวเธอมา แล้วตบแก้ม พยาน โดยรอบยืนยันว่าดวงตาของเธอกลอกมามองเขาพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจและได้พูดคำว่า “ไม่ได้” (couldn) หลังจากนั้น ผู้คนที่จะถูกประหารด้วยกิโยตินก็จะถูกขอให้กระพริบตา ผลคือมีนักโทษหลายคนแสดงให้เห็นว่าแม้ถูกตัดหัวตนก็ยังมีชีวิตอยู่
ใน 1905 จากหลักฐานต่างๆ สามารถสรุปได้ว่าแม้ถูกตัดหัวแล้ว สมองของคุณ ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้หลายวินาทีก่อนที่จะตาย โดยหนึ่งในนั้นมาจากงานทดลองของดอกเตอร์ โบเรียคซ์(Beaurieux) ผู้ซึ่งทำการทดลองจากฆาตกรฝรั่งเศสชื่อ แลงกุยล์เลอ (Languille) หลังจากเขาถูกแท่นตัดคอนักโทษด้วยเครื่องประหารด้วยกิโยติน (แท่นตัดคอนักโทษที่ถูกออกแบบให้ประหารแบบมนุษยธรรม) ตาของ แลงกุยล์เลอ และปากยังคงขยับดำเนินต่อไปนานถึงห้าถึงหกวินาที และต่อมาเมื่อโบเรียคซ์ ตะโกนเรียกชื่อนักโทษ ก็พบเรื่องน่าขนลุกเมื่อ ตาของ แลงกุยล์เลอเปิดออกอีกครั้งและจ้องมองเขา ทำให้เกิดความเชื่อว่าเมื่อคนหัวขาดอาจสามารถคลองสติได้ 15 วินาที
แพทย์สมัยใหม่เชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการ reflex ของกล้ามเนื้อ (คือกล้ามเนื้อกระตุกจากการสูญเสียเลือด หรือการควบคุม ทำให้ตากระพริบหรือกลอก) ไม่ใช่สติรู้ตัว
แม้สมัยนี้กิโยตินจะถูกยกเลิกแล้ว แต่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่นในเดือนมิถุนายนปี 1989 เมื่อคนสองคนนั่งแท็กซี่แล้วประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกคนหนึ่งศีรษะถูกตัดออก ส่วนอีกคนที่รอดได้พบเหตุการณ์น่าสยอง เธอได้เล่าเรื่องนี้หลังรอดชีวิตว่า"หัวนั้นหงายหน้ามองฉัน ฉันยังสังเกตว่า ปากของเขาพยายามพูดสื่อสารอะไรบางอย่างกับฉันอยู่แม้ตอนนั้นฉันกำลังสับสน หวาดกลัวและเศร้าโศก แต่ฉันไม่พูดเกินความจริง เขายังกะพริบตาและจ้องฉัน ก่อนที่หัวนั้นจะหลับตาลงและไม่ตื่นอีกเลย”
credit:oknation.net

แมวตกจากตึกสูงกี่ชั้นถึงจะตาย ?

  
แมวตกจากตึกสูงกี่ชั้นถึงจะตาย ?
  คนโบราณเชื่อว่าแมวมี 9 ชีวิต ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเห็นแมวตกจากที่สูงแล้วไม่ตาย แล้วทำไมแมวตกจากที่สูงแล้วถึงไม่ตาย? ถ้าตอบตามสามัญสำนึกก็คงตอบว่า เพราะแมวสามารถพลิกตัวแล้วเอาขาลงพื้นได้ทุกครั้ง ไม่เหมือนเวลาคนตกจากสูงที่มักจะเอาหัวลงก่อนทุกที แล้วถ้าเราเพิ่มความสูงขึ้นล่ะ? อย่างเช่นปล่อยแมวลงมาจากตึกใบหยกแมวจะยังมีชีวิตรอดรึเปล่า? ความคิดนี้ดูโหดร้ายขึ้นมาทันที แต่นักวิทยาศาตร์เองก็เคยสงสัยเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

             "แมวตกจากที่สูงแค่ไหนถึงจะตาย?" ในปี 2532 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Jared Diamond ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ในวารสาร Nature โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Why cats have nine lives (ทำไมแมวถึงมี 9 ชีวิต)  เป็นผลการศึกษาจากแมว 115 ตัว ซึ่งตกจากตึกความสูงต่างๆ ตั้งแต่ 2 ชั้น จนถึง 32 ชั้น!  พบว่าแมว 104 ตัว (90%) มีชีวิตรอด และได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก หลายคนคงเดาว่าแมวที่ตายนั้น คงเป็นตัวที่ตกมาจากตึกชั้น 31-32 แต่เปล่าเลย แมวที่ตายส่วนใหญ่ตกลงมาจากชั้น 7 ! และ ที่ได้รับบาดเจ็บค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่ตกลงมาจากชั้น 4-9! ในขณะที่แมวที่ตกมาจากชั้นสูงๆ (20-32) กลับได้รับบาดเจ็บน้อยกว่า  เป็นผลการศึกษาที่ขัดแย้งกับความรู้สึกทั่วไปอย่างมาก
 ในขณะที่ตกจากที่สูงแมวจะกางขาออกเมื่อรวมกับขนที่ฟูนุ่มช่วยเพิ่ม พื้นที่ผิวอย่างมาก ทำให้มีความเร็วปลายอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง หมายความว่า ไม่ว่าจะปล่อยแมวจากความสูงเท่าใดก็ตามความเร็วสูงสุดที่แมวจะตกลงมากระแทก พื้น คือ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เนื่องจากแมวมีน้ำหนักค่อนข้างน้อย ด้วยความเร็วเพียงเท่านี้จึงไม่ทำให้แมวตาย แล้วคนล่ะ มีความเร็วปลายเช่นเดียวกับแมวหรือไม่? คำตอบคือ มี ครับ หากกางแขนกางขาขณะตกจากที่สูงในลักษณะเดียวกับนักโดดร่ม คนจะมีความเร็วปลายอยู่ที่ประมาณ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สำหรับ คนที่คิดจะลองกระโดดมาจากยอดตึกล่ะก็ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อย่าเลียนแบบแมวนะครับ เพราะด้วยน้ำหนักของคนที่มากกว่าแมว ถ้าตกลงมาความเร็ว 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตายแน่นอน

             เพราะฉะนั้นสำหรับคำถามที่ว่า แมวตกจากที่สูงแค่ไหนถึงจะตาย? คำตอบคือ ไม่ว่าตกจากที่สูงขนาดไหนแมวก็ไม่ตาย ตราบใดที่ยังมีอากาศให้แมวหายใจและเป็นการปล่อยให้ตกอย่างอิสระ (ไม่ใช่จับทุ่มลงมา) แต่อาจจะมีคนแย้งว่า "ก็มีแมวตกจากชั้น 7 ตายไง เพราะฉะนั้นก็เป็นความสูงของตึก 7 ชั้น ที่แมวตกลงมาตายสิ" จริงอยู่ครับที่อัตราการตายของแมวสูงที่สุดเมื่อตกจากตึก 7 ชั้น แต่การแมวตายและบาดเจ็บนี้ไม่ได้เกิดจากความสูงเป็นหลัก แต่เป็นเพราะปัจจัยอื่นต่างหาก
                                                                  
ถ้าเราตกจากระเบียงตึกชั้น 2 ความสูงเท่านี้คงไม่ทำให้เราบาดเจ็บสาหัสนัก แต่ถ้าเราเอาหน้าผากลงพื้นแทนที่จะเป็นขา ไม่แน่ก็อาจจะถึงตายเหมือนกัน เช่นเดียวกันกับแมวครับ ปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการบาดเจ็บและการตายของแมวเมื่อตกจากที่สูงคือ ท่าทางของแมวขณะที่อยู่กลางอากาศและขณะลงพื้น หรือที่ในวงการยิมนาสติกเรียกกันว่า "การจัดระเบียบร่างกาย" ด้วยสัญชาตญาณของแมวทำให้สามารถจัดระเบียบร่างกายตัวเองขณะอยู่กลางอากาศได้ อย่างดีเยี่ยม สร้างแรงต้านอากาศ ทำให้ตกลงสู่พื้นด้วยความเร็วปลาย แมวจึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น อย่างไรก็ตามแมวเองก็ต้องใช้เวลาจัดระเบียบร่างกายเช่นกัน ดังนั้นการตกจากตึกที่ไม่สูงมากนักแมวจึงพลิกตัวให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องไม่ ทัน ทำให้ไม่สามารถชะลอความเร็วในการตกได้ รวมทั้งมีโอกาสลงผิดท่าจนได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น
             สรุป ได้ว่า เมื่อแมวตกจากตึกสูงมากๆ จะไม่บาดเจ็บมากนักเพราะมีเวลาเหลือเฟือในการจัดระเบียบร่างกาย เช่นเดียวกับเมื่อตกจากที่ที่ไม่สูงมากนัก (ชั้น 2-3) ความเร็วขณะตกถึงพื้นนั้นยังต่ำกว่าความเร็วปลายค่อนข้างมาก แม้จะพลิกตัวไม่ทัน หรือจัดระเบียบร่างกายได้ไม่สมบูรณ์ ก็ยังไม่บาดเจ็บมากนัก ในขณะที่ความสูงระดับกลางๆ (ชั้น 4 - 9) ความเร็วในการตกอยู่ในระดับที่ทำให้แมวบาดเจ็บรุนแรงได้หากลงด้วยท่าทางที่ ไม่ถูกต้อง แต่ระยะเวลาที่ตกจากระดับความสูงนี้  (ชั้น 4 - 9) ก็สั้นเกินกว่าที่แมวจะจัดท่าทางให้สมบูรณ์ได้ทัน แมวจึงมีอัตราการตายและบาดเจ็บสูงสุดที่ช่วงความสูงกลางๆ 

             กุญแจสำคัญที่ทำให้แมวรอดตายหรือไม่ หรือจะบาดเจ็บมากหรือน้อยเมื่อตกจากที่สูง คือ การที่แมวสามารถกลับตัวมาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดได้ทัน ซึ่งจะช่วยชะลอความเร็วจนไม่ทำให้ถึงตาย ความสามารถนี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างมาก เพราะไม่ว่าแมวจะตกจากตึกด้วยท่าทางแบบไหน สุดท้ายก็จะสามารถจัดท่าทางให้เหมาะสมได้หากมีเวลาพอสมควร นักวิทยาศาสตร์ทึ่งในความสามารถในการกลับตัวของแมวถึงขนาดศึกษาเรื่องนี้กัน อย่างจริงจัง จนมีวิชาที่เรียกว่า "feline pesematology" (feline = แมว, pesema = ตก) ถ้าแปลเป็นไทยก็น่าจะเป็น แมวตกวิทยา หรือ แมวดิ่งพสุธาวิทยา แต่คิดว่าอย่าแปลจะดีกว่า

            นักเฟลีนเพเซมาโทโลจีค้นพบว่าแมวมีระบบประสาทที่รับรู้การทรงตัวที่ดีกว่าคน มาก คนมีอวัยวะซึ่งอยู่ในหูชั้นในที่ทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวของร่างกาย อวัยวะนี้คอยบอกว่าเรายืนตัวตรงอยู่หรือเรานอนราบอยู่ สำหรับแมวแม้จะหมุนตีลังกาอยู่กลางอากาศก็ยังสามารถแยกแยะว่าด้านบนและด้าน ล่างอยู่ทางไหนได้อย่างถูกต้อง แมวจะเริ่มหมุนส่วนหัวให้ถูกทิศก่อน ตามด้วยขาหน้าและขาหลัง โครงสร้างของกระดูกและกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นช่วยให้แมวสามารถสามารถบิดตัวใน ลักษณะที่มนุษย์ไม่สามารถเลียนแบบได้ นอกจากนี้ยังพบกลไกที่น่าทึ่งอีกอย่าง ซึ่งมีส่วนช่วยให้แมวรอดชีวิตจากการตกตึก
             แน่นอนว่าถ้าเราตกลงบนพื้นปูนย่อมได้รับบาดเจ็บมากกว่าการตกลงบนฟูกนุ่มๆ แต่ไม่ได้เป็นเพราะแรงกระแทก ที่จากการตกลงบนพื้นปูนมีมากกว่าบนฟูก แรงกระแทก (หรือโมเมนตัม) มีเท่ากัน เพียงแต่การตกลงบนพื้นปูน ร่างกายที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จะหยุดในพริบตาที่กระทบพื้น ร่างกายจึงได้รับแรงกระแทกทั้งหมดในเสี้ยววินาทีจึงบาดเจ็บรุนแรง แต่การตกลงบนฟูก เมื่อร่างกายสัมผัสฟูกความเร็วจะลดลงพร้อมกับฟูกยุบลงเรื่อยๆ จนร่างกายหยุดนิ่งในที่สุดซึ่งอาจเป็นเวลา 1-2 วินาที หมายความว่าแรงที่กระแทกร่างกายจะถูกกระจายออกตามช่วงเวลาที่ใช้หยุดการตก ร่างกายจึงบาดเจ็บน้อยกว่า ดังนั้นหากยืดช่วงเวลาที่ใช้หยุดการตกให้นานขึ้นก็จะกระจายแรงกระแทกทำให้ ได้รับบาดเจ็บน้อยลง

             แมวมีโครงสร้างร่างกายที่ช่วยกระจายแรงได้ดีมาก จากวิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้องความเร็วสูงเผยให้เห็นว่า หลังจากที่แมวกางขาเพื่อต้านลมแล้ว แมวจะเหยียดขาจนสุดไปที่พื้น พร้อมกับโก่งตัวสุดขีด เพื่อเตรียมรับแรงกระแทก ด้วยท่าทางเช่นนี้เมื่อขาแมวสัมผัสพื้นแรงกระแทกที่ได้รับจะส่งไปยังข้อต่อ ต่างๆ พร้อมกับการย่อตัวลง ตามด้วยการยืดกระดูกสันหลังที่โก่งตัวอยู่ การเคลื่อนไหวที่คล้ายสปริงเหล่านี้ช่วยยืดเวลาที่ใช้หยุดการตกและกระจาย แรงออก สรีระของแมวที่ยืดหยุ่นนี้จึงช่วยให้แมวได้รับบาดเจ็บน้อยลงอย่างมาก
แม้จะทราบว่าแมวตกจากที่สูงมากๆ ก็ยังไม่ตาย แต่นั่นก็เป็นแค่ข้อมูลในเชิงทฤษฎี ในชีวิตจริง การตกจากสูงนั้นแมวต้องอาศัยหลายปัจจัยในการผ่อนแรงกระแทกเพื่อให้ถึงพื้น อย่างปลอดภัย ทั้งการพลิกตัวให้ทิศทางถูกต้อง ชะลอความเร็ว และลงพื้นด้วยท่าที่เหมาะสม ทุกอย่างต้องสมบูรณ์พร้อม ความบกพร่องบางอย่าง เช่น การที่แมวตกใจอาจทำให้แมวพลิกตัวได้ช้าลง แมวที่อ้วนอาจมีน้ำหนักมากจนทำให้เสียสมดุลจนมีความเร็วปลายทางสูงขึ้น แมวหางด้วนอาจจะทำให้มีแรงส่งในการพลิกตัวน้อยลง รวมทั้ง ประสบการณ์ในการตกจากที่สูงของแมวก็อาจมีผลต่อการจัดระเบียบร่างกายที่ ละเอียดอ่อนซึ่งเรายังไม่เข้าใจก็เป็นได้ ดังนั้นแม้จะรู้ว่าตกลงมาแมวก็ไม่ตาย ก็ไม่ควรแกล้งแมวหรือลองทำดูที่บ้านนะครับ แทนที่จะใช้แกล้งแมว ความรู้เรื่องการตกของแมวควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์จะดีกว่า ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นเจ้าของแมวและจำเป็นต้องอยู่ในทาวน์เฮาส์ก็ให้เลือกชั้นสูงๆ ซักชั้น 15-20 แทนที่จะเป็น ชั้น 4-9 หรือ หากเห็นคนใจร้ายกำลังจะโยนแมวจากตึกชั้น 5 ห้ามยังไงเค้าก็ไม่หยุด เราอาจช่วยชีวิตแมวได้โดยบอกให้ไปโยนจากชั้นที่ 15 แทน เป็นต้น

เห็น มั๊ยครับ  แม้การศึกษาการตกของแมวจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดควรได้รางวัลโนเบล แต่การศึกษาเรื่องนี้ก็มีคุณค่า อย่างน้อยก็สำหรับกลุ่มคนรักแมว และยังช่วยไขข้อข้องใจให้หลายคน แล้ววันหนึ่งความรู้เรื่องนี้อาจนำไปสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตคนบ้างก็ได้ ใครจะรู้?

หมายเหตุ: สำหรับคนรักแมวอ่านเรื่องนี้แล้วอาจจะสะเทือนใจที่เห็นแมวโดนทารุณ ถูกโยนจากตึกชั้นที่ 32 แต่กรุณาสบายใจได้ เพราะการทดลองข้างต้นไม่ได้มีการจับแมวโยนลงมาจากตึกแต่อย่างใด งานวิจัยของ Jared อาศัยข้อมูลจากสถิติแมวที่ได้รับอุบัติเหตุตกจากตึกแล้วมารักษาที่โรงพยาบาล สัตว์ แมวทั้งหมดถูกเลี้ยงไว้ตามห้องบนตึกสูงในนิวยอร์คแล้วพลัดตกลงมา

                                                                 

อ้างอิง
Feline high-rise syndrome: 119 cases, D. Vnuk et al. Journal of Feline Medicine and Surgery 305-312;  2004
"How Cats Survive Falls from New York Skyscapers," Diamond Jared.  Natural History 20-26; August 1989.
"Why cats have nine lives" Diamod Jared. Nature 332, 586-587; April 14, 1988.
Nationalgeographic

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“เฟซบุ๊ก VS กูเกิล พลัส” ใครเหนือกว่ากัน

เป็นกระแสร้อนแรงทันที เมื่อ “กูเกิล” เบียดเวลาจากการทำศึกสงครามโอเอสบนสมาร์ทดีไวซ์ มาตั้งตัวเปิดศึกกับเจ้าพ่อโซเชียลมีเดีย “เฟซบุ๊ก” ของ “มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก” ด้วยการคลอดโครงการ “กูเกิล พลัส” (Google+) ที่จัดเต็มทุกสิ่งอย่างที่มีในเฟซบุ๊ก แม้กระทั่งคอนเซ็ปต์ ทำให้ กูเกิล พลัส เป็นโซเชียลมีเดียสำหรับการแบ่งปันข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนและกลุ่มเพื่อน เฉกเช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก
      
       จุดต่างที่ “กูเกิล” พยายามสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นภายในโครงการกูเกิล พลัส หลังจากเคยล้มเหลวกับการต่อกรกับเฟซบุ๊กมาแล้ว ก็คือ เน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ดีกว่า “เฟซบุ๊ก” รวมถึงการพยายามนำบริการต่างๆ ที่กูเกิลเคยถือครองไว้ เช่น “Google Buzz” ฟังก์ชันเกี่ยวกับรูปภาพ “Picasa” หรือ “Google Talk” มาปัดฝุ่นพัฒนาใหม่และผูกรวมกับบริการบนสมาร์ทโฟนและระบบคลาวด์ พร้อมส่งบริการเหล่านั้นเข้าตบหน้าแย่งพื้นที่ความเป็นหนึ่งจากเฟซบุ๊กมาให้ได้
      
       แน่นอนว่าเมื่อมีคนมากระตุกหนวดเจ้าพ่อ มีหรือเจ้าพ่อจะนิ่งเฉย เฟซบุ๊กจึงต้องรีบเข็น “ไม้ตาย” บริการใหม่ใน Project Spartan ออกมาสู้กับกูเกิลอย่างถึงพริกถึงขิง และทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเกิดขึ้นมากมายในโลกของ 2 ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย
      
       หน้าตา-ใช้งานคล้ายกัน แต่กลยุทธ์ต่างกัน
      
       สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นเรื่องน่าขบคิดเกี่ยวกับหน้าตาและการใช้งานบางคำสั่ง อย่างการติดแท็กรูปของกูเกิล พลัส ที่ดูคล้ายคลึงกับเฟซบุ๊กราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน ตรงจุดนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า เป็นเพราะความสำเร็จของบริการเฟซบุ๊กที่ปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลก 750 ล้านคน ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับหน้าตาของเฟซบุ๊กอยู่แล้ว อาจเป็นเหตุให้กูเกิลจำเป็นต้องออกแบบหน้าตารวมถึงการวางตำแหน่งต่างๆ ให้คล้ายกับหน้าเพจเฟซบุ๊ก เพื่อผู้ใช้ที่คิดจะย้ายจากเฟซบุ๊กมาสู่กูเกิล พลัส สามารถเรียนรู้การใช้งานได้รวดเร็วขึ้น 
      
       ในส่วนกลยุทธ์ ถ้าดูเผินๆ แล้วเหมือนจะคล้ายกันด้วยแนวคิด “แบ่งปันสิ่งต่างๆ ไปยังเพื่อนหรือกลุ่มเพื่อน” แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยตัวเฟซบุ๊กจะเน้นเรื่องของการเชื่อมโยงกลุ่มเพื่อนและตัวบุคคลเข้าหากันหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องการให้เรามีเพื่อนมากๆ มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่หลากหลายและเป็นเหตุผลทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้งานเฟซบุ๊กมักพบเจอเพื่อนเก่าสมัยอนุบาลหรือประถมได้ง่าย
      
       ในขณะที่กูเกิล พลัส จะเน้นรูปแบบการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก อย่างการโพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือแม้แต่ลิงค์เว็บไซต์ต่างๆ ผู้ใช้สามารถเลือกข้อความเหล่านั้นให้ไปปรากฏที่กลุ่มเพื่อนหรือตัวบุคคลใดก็ได้ เพราะฉะนั้น ระบบการจัดสรรกลุ่มเพื่อนที่เรียกว่า Circle จึงถูกชูโรงตั้งแต่โครงการกูเกิล พลัส ยังเป็นตัวอ่อน และดูเหมือนว่ากูเกิลจะชูเรื่องดังกล่าวเป็นจุดขายหลัก ซึ่งถึงแม้เฟซบุ๊กจะสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้เฉกเช่นกูเกิล พลัส แต่การตั้งค่าเหล่านั้นยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
แผนภาพแสดงว่า คุณสมบัติเครือข่ายสังคมของกูเกิล พลัส สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการคลิกที่คำว่า "+You" บนแถบเมนูของ Google.com


สงครามฟีเจอร์ระอุ
      
       ด้วยความที่กูเกิล พลัส คลอดหลังเฟซบุ๊กอยู่หลายปี ทำให้กูเกิลสามารถนำข้อบกพร่องและช่องโหว่ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเฟซบุ๊กมาพัฒนาและต่อยอด ปรับปรุงโครงการกูเกิล พลัส ให้ดีกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เรื่องการเกิดระบบวิดีโอคอลผ่านหน้าเว็บเพจ ที่กูเกิลตั้งชื่อให้ว่า “Hangout” ซึ่งมาพร้อมความสามารถในการสนทนากลุ่มพร้อมกันได้ถึง 10 คน
      
       รวมถึงความสามารถในการดึงคลิปยูทูปมาประกอบการสนทนา และฟีเจอร์เด็ดๆ อีกจำนวนมากที่เรียกความสนใจให้ขาโซเชียลเน็ตเวิร์กอยากทดลองใช้ ดังจะเห็นได้จากยอดขอเข้าใช้ กูเกิล พลัส ที่พุ่งสูงจนทางกูเกิลต้องจำกัดจำนวนคนที่สามารถสมัครกูเกิล พลัส ไว้เนื่องจากกูเกิลกลัวว่าเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดให้ทดลองใช้งานจะรับจำนวนผู้ขอเข้าใช้บริการได้ไม่เพียงพอ
      
       เมื่อเรื่องดังกล่าวถึงหู เฟซบุ๊กมีหรือจะนิ่งเฉย เฟซบุ๊กจึงของัดไม้เด็ดเข้าจับมือกับสไกป์และเปิดบริการ Video Calling ขึ้นห่างจากเวลาที่กูเกิลเปิดทดสอบพลัสและ Hangout ไม่กี่วัน
      
       นอกจากนั้น ฟีเจอร์คลาวด์อย่าง Instant Upload ก็ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ชูโรงที่กูเกิลตั้งใจงัดข้อกับ Facebook Upload ด้วยการพยายามผนวกบริการ Picasa ที่กูเกิลเปิดตัวมาอย่างเงียบๆ หลายปี กับกูเกิล พลัส ไว้ด้วยกัน โดยระบบดังกล่าวมีข้อดีอยู่ที่ความสามารถในการดึงรูปภาพจากสมาร์ทโฟนที่ลงแอปฯ กูเกิล พลัส ไว้มาเก็บบน Private Album ในระบบคลาวด์ของกูเกิลอย่างอัตโนมัติ คล้ายการทำงานของ Photo Stream บน iOS 5 ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกแชร์รูปภาพไปยังที่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
      
       อีกทั้งในอนาคตกูเกิลก็มีแผนจะนำบริการเว็บบล็อกชื่อของตนอย่าง Blogspot มาปรับปรุงและผนวกรวมกับกูเกิล พลัสเพื่อเข้างัดข้อกับฟีเจอร์ สมุดบันทึก (Notes) ของเฟซบุ๊กเช่นกัน
      
       ศึกพระรองสมาร์ทโฟน
      
       ถ้าจะกล่าวว่าหน้าตาโปรแกรมสำหรับใช้บนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (เดสก์ท็อปเว็บ) ของเฟซบุ๊กและกูเกิล พลัส คือพระเอกที่กำลังฟาดฟันแย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง พระรองตอนนี้ต้องโซเชียลมีเดียบนสมาร์ทโฟนที่ใช้แอปพลิเคชันเป็นตัวเชือดเฉือนกัน แต่จะแตกต่างกันในส่วนของการทำงานและการรองรับแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเฟซบุ๊กที่ครอบคลุมแพลตฟอร์มของสมาร์ทโฟนตั้งแต่ ไอโอเอส แอนดรอยด์ แบล็กเบอร์รี หรือแม้กระทั่งฟีเจอร์โฟนหลากหลายรุ่น ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของเฟซบุ๊กที่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่มคน
      
       แตกต่างจากแอปฯ กูเกิล พลัส ที่ในปัจจุบันยังรองรับแค่แอนดรอยด์โฟน และในอนาคตกับไอโอเอสเท่านั้น
      
       ส่วนด้านการทำงานของตัวแอปฯ หลักๆ สำหรับเฟซบุ๊กจะเน้นการทำงานให้เหมือนกับหน้าเดสก์ท้อปเว็บเป็นหลัก ลูกเล่นต่างๆ นอกเหนือจากหน้าเว็บจะไม่ถูกเน้นมากนัก ยกเว้นพวก 3rd Party จะพัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งต่างจากกูเกิล พลัส ที่มีดีกรีความเป็นผู้พัฒนาแอนดรอยด์โฟน ทำให้กูเกิลมองเห็นช่องทางมัดใจเหล่าสาวกสมาร์ทโฟนได้ง่ายกว่าเฟซบุ๊กและพยายามสร้างเครือข่ายสังคมที่สองขนานกับกูเกิล พลัส ในชื่อว่า Huddle ขึ้นมา
      
       Huddle นั้นเป็นทั้งแอปฯ และระบบแชตในกูเกิล พลัส ที่เด่นในเรื่องการทำงานได้ด้วยตัวของตัวเอง กล่าวคือ แอปฯ Huddle ในสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันมีเฉพาะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ จะทำงานคล้ายกับแอปฯ ที่ใช้สนทนาอย่าง Whatsapp หรือ BBM ที่มีข้อดีอยู่ที่ระบบเตือนเมื่อมีข้อความเข้าแบบ Real Time ซึ่งต่างจาก Facebook Chat บนสมาร์ทโฟน (ที่ไม่ใช่ 3rd Party) จะเป็นเพียงฟีเจอร์ในแอปฯ ตัวหนึ่งเท่านั้น
      
       แต่สุดท้ายต้องอย่าลืมว่าเฟซบุ๊กสามารถรองรับแพลตฟอร์มได้ทั้งสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟนเกือบทุกรุ่น ในขณะที่กูเกิล พลัส จะเน้นรองรับเพียงแค่สมาร์ทโฟน ซึ่งกูเกิลมองว่าในอนาคตมีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าฟีเจอร์โฟนที่นับวันจะเริ่มสูญหายไป

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สัญลักษณ์บริการ Google Plus
ใครจะอยู่ใครจะไป
      
       ด้วยจุดประสงค์และการใช้งานที่คล้ายกัน แต่แตกต่างกันที่กลยุทธ์ ทำให้ทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิล พลัส เป็นคู่แข่งที่คงต้องฟาดฟันแย่งความเป็นที่หนึ่งกันอีกนาน ถ้าวิเคราะห์ศึกครั้งนี้ ดูจากภายนอกแล้วเหมือนกูเกิล พลัส จะถือไพ่เหนือกว่าเฟซบุ๊กในเรื่องฟีเจอร์ที่สดใหม่ และตอบสนองความเป็นโซเชียลมีเดียได้ดีกว่า เช่น หลายๆ จุดที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กมักบ่นมาเนิ่นนานอย่างเรื่องความไม่เป็นส่วนตัว หรือ เรื่องของแอปฯ บนสมาร์ทโฟนที่พัฒนาออกมาแบบสุกเอาเผากิน จนผู้ใช้หันไปพึ่งแอปฯ จากบริษัทอื่น (3rd Party)
      
       แต่ในกูเกิล พลัส เรื่องเหล่านั้นได้ถูกแก้ไขทั้งหมด แถมยังได้ความเป็นโซเชียลสไตล์มือถือติดตั้งมาให้ใช้งาน จนมีหลายความคิดเห็นกล่าวเหน็บแนมกูเกิล พลัส ว่า “เป็นเฟซบุ๊กเวอร์ชันใหม่ ที่กูเกิลพัฒนา” เพราะด้วยหน้าตาที่ดูเหมือนลอกกันมา และระบบบางส่วนอย่างการสั่งแท็กรูป หรือพวกฟังก์ชันแนะนำเพื่อนใหม่แบบอัตโนมัติที่เคยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเฟซบุ๊กก็ถูกบรรจุมาบน กูเกิล พลัส ด้วย
      
       แต่ทั้งนี้ใช่ว่าของใหม่บนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กจะดีกว่าเสมอไป เพราะอย่าลืมว่าเฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก และมีชื่อเสียงสั่งสมมานาน ยิ่งนับรวมกับแอปพลิเคชันภายในอย่าง เกม หรือ Quiz ต่างๆ ที่มีบริษัทผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงจากภายนอกหันมาพัฒนาอย่างจริงจัง และมีผู้ใช้บางกลุ่มที่ไม่ใช่ขาโซเชียลให้ความสนใจด้วยแล้ว 
      
       งานนี้กูเกิลที่กำลังอยู่ในช่วงจุดพลุให้โครงการพลัสอาจหืดขึ้นคอได้ เพราะเท่าที่สังเกตตอนนี้ โครงการกูเกิล พลัส ในรุ่นทดสอบยังเป็นเพียงโซเชียลมีเดียที่มีดีแค่รูปแบบการใช้งานและฟีเจอร์เด็ดๆ เท่านั้น แต่สำหรับเรื่องของแอปฯ และลูกเล่นต่างๆ ในกูเกิล พลัส ยังไม่มี เพราะกูเกิลยังไม่พร้อมจะแจก API ให้บรรดาผู้พัฒนาได้ในตอนนี้
      
       หากนับรวมเสียงวิพากษ์วิจารณ์กูเกิล พลัส จากประชาชนผู้ใช้ทั่วไปตอนนี้ กูเกิล พลัส “สอบผ่านฉลุย”ในเรื่องฟีเจอร์และการใช้งาน แต่เรื่องความประทับใจแรกเห็นตั้งแต่รุ่นทดสอบ ซึ่งจำกัดเฉพาะผู้ใช้ที่มีบัญชี GMail เท่านั้น อีกทั้งด้วยการใช้งานครั้งแรกที่สร้างความงงงวยให้กับผู้ใช้ทั่วไป เพราะระบบ Circle และการอธิบายรูปแบบใช้งานที่หน้าแรกของเว็บไม่ชัดเจน
      
       งานนี้กูเกิลคงต้องทำการบ้านให้หนักกว่านี้และคงต้องยกให้เฟซบุ๊กอยู่เหนือกว่ากูเกิล พลัส ในเรื่องของรูปแบบการใช้งานไปก่อน ส่วนในเรื่องของฟีเจอร์และอนาคต เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว กูเกิล พลัส ก็อาจมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า

credit:
http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9540000086255

Edward Teller บิดาของระเบิดไฮโดรเจน





Edward Teller



เกิด : 15 มกราคม ค.ศ.1908 ที่เมือง Budapest ในประเทศฮังการี 
ตาย : 9 กันยายน ค.ศ.2003 ที่เมือง Palo Alto ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ขณะมีอายุ 95 

เมื่อเวลา 7.00 ของเช้าวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1952 สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนลูกแรกของโลกบนเกาะ Elugelab ในมหาสมุทรแปซิฟิก ดอกเห็ดขนาดใหญ่ได้ถล่มทลายเกาะที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 0.5 กิโลเมตรจมหายไปในทะเล บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดคะเนว่าพลังระเบิดครั้งนั้นรุนแรงเท่าระเบิดปรมาณูที่เคยทำลายเมือง Hiroshima จนราบเรียบจำนวน 500 ลูก Edward Teller ซึ่งสังเกตดูบันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ Los Alamos ได้ส่งโทรเลขไปแสดงความยินดีกับความสำเร็จ และบอกว่า "It’s a boy"

อีก 2 ปีต่อมาระเบิดไฮโดรเจนลูกที่สองซึ่งมีพลังงานระเบิดรุนแรงกว่าเดิมได้ถูกทิ้งลงบนเกาะ Bikini ผลงานเหล่านี้ทำให้ E. Teller ได้รับฉายาว่า บิดาของระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งเป็นชื่อที่เขาไม่ภูมิใจนัก เพราะเขาชอบบอกทุกคนว่า เขาคือบิดาของลูกสองคน


Edward Teller เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1908 ที่เมือง Budapest ในประเทศฮังการี บิดามีฐานะดี และมีเชื้อชาติยิว ในช่วงเวลานั้นฮังการีกำลังมีความวุ่นวายมาก เพราะถูกยึดครองโดยออสเตรีย และถูกสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำลายจนผู้คนในประเทศแตกแยก แล้วถูกคอมมิวนิสต์คุกคามด้วยการเข้าครอบครอง นอกจากนี้รัฐบาลฮังการียังต่อต้านคนยิวด้วยการออกกฎหมายจำกัดจำนวนนักศึกษา เชื้อชาติยิวที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย (numerus clausus) ครอบครัวของ Teller ก็เช่นเดียวกับครอบครัวยิวอื่นๆ ที่ต่างก็พยายามให้การศึกษาที่ดีแก่ลูกๆ เพื่อให้ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี                         
เพราะที่นั่นมีมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาสูงกว่า โดยเฉพาะด้าน                      
วิทยาศาสตร์ และภาษาเยอรมัน ขณะนั้น คือ ภาษาที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้

เมื่ออายุ 18 ปี Teller ได้เดินทางไปเรียนวิชาวิศวกรรมเคมีที่ มหาวิทยาลัย Karlsruhe และวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Munich Teller ได้รับปริญญาเอกฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Leipzig ในปี 1930 โดยมี Werner Heisenberg (รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 1932) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ขณะเรียนที่ Munich ในปี 1928 Teller ถูกรถรางแล่นทับเท้าขวาทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัด จนต้องมีไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน และ Teller จะใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นทุกครั้งที่ต้องการเน้นให้ผู้คนสนใจฟังตนพูด

หลังสำเร็จการศึกษา Teller ได้งานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Göttingen ในปี 1933 เมื่อนาซีเรืองอำนาจในเยอรมนี Teller ต้องอพยพออกนอกประเทศเป็นครั้งที่สอง โดยไม่มีจุดหมายในชีวิตที่แน่นอน รัฐบาลอังกฤษซึ่งมีนโยบายโอบอุ้มนักวิทยาศาสตร์ยิวได้ช่วยให้ Teller เดินทางไป Copenhagen เพื่อทำงานร่วมกับ นีลส์ โบร์ (Niels Bohr) แล้วไป London จากนั้นได้เดินทางต่อไปสหรัฐอเมริกา ในปี 1935 เพื่อเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย George Washington โดยการรับรองของ George Gamow

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Teller ได้รู้จักกับ Leo Szilard ซึ่งเป็นชาวฮังการีอพยพเหมือนกัน สัมพันธภาพนี้ทำให้ Teller ได้งานทำในโครงการสร้างระเบิดปรมาณูของอเมริกา และความเก่งกล้าสามารถของ Teller ทำให้เขามีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นๆ ตามลำดับในโครงการ Manhattan แต่ก็ไม่ถึงระดับหัวหน้า เพราะ Teller มีนิสัยหลงตัวเอง และคิดว่าตนเองเก่งเหนือคนอื่นๆ อีกทั้งชอบอิจฉาผู้ที่บังคับบัญชาตน ซึ่งในที่นี้คือ โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer)

การที่ Teller ได้ทุ่มเททำงานในโครงการ Manhattan อย่างสุดตัวนั้น เพราะเขารู้สึกรักอเมริกา ทั้งๆ ที่ตนเป็นชาวฮังการีอพยพ และรู้ดีว่าการอยู่ใต้การปกครองของระบบฟาสซิสต์ และคอมมิวนิสต์นั้น ความเป็นอยู่ของผู้คนภายใต้การปกครองสองระบบนี้เป็นอย่างไร Teller คิดว่าอเมริกาคือประเทศเดียวเท่านั้นที่จะสามารถคุ้มครองโลกให้รอดพ้นจากภัยคอมมิวนิสต์ได้ โดยการมีทั้งระเบิดปรมาณู และระเบิดไฮโดรเจน

ในปี ค.ศ.1945 Teller เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่คัดค้านการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ Hiroshima เขาต้องการให้ทิ้งระเบิดปรมาณูเหนือกรุง Tokyo เพื่อให้คนญี่ปุ่นเห็นพลังงานในการทำลายล้างของระเบิดมหาประลัย และจะได้รู้สึกกลัว แล้วยอมแพ้สงคราม โดยไม่มีการสูญเสียชีวิตมากมาย แต่ Oppenheimer ผู้รับผิดชอบโครงการผลิตระเบิดไม่เห็นด้วย

หลังจากที่โลกประจักษ์ในอำนาจสังหารของระเบิดที่ Hiroshima และ Nagasaki แล้ว Oppenheimer รู้สึกสำนึกผิดในบาปกรรมที่ได้ทำลงไป เขาจึงคัดค้านการสร้างระเบิดไฮโดรเจนที่จะมีอำนาจทำลายยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ดังนั้น Oppenheimer จึงขัดขวาง Teller ไม่ให้เดินหน้าสร้างระเบิดไฮโดรเจน




ความขัดแย้งนี้ได้ทำให้ประธานาธิบดี Harry Truman มีความลำบากใจ เพราะไม่มั่นใจว่าควรอนุมัติให้อเมริกาสร้างระเบิดไฮโดรเจนหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าอาวุธมหาประลัยนี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีคุณหรือโทษอย่างไร และตัวประธานาธิบดีเองรู้คณิตศาสตร์เพียงเพื่อใช้ในการซื้อของ สำหรับวิชากลศาสตร์ควอนตัมซึ่งเป็นวิชาจำเป็นในการสร้างระเบิดปรมาณูนั้น Truman ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับวิชานี้เลย ถึงกระนั้น Truman ก็ตัดสินใจเชื่อ Teller และได้อนุมัติให้ Teller เดินหน้าสร้างระเบิดไฮโดรเจนในฤดูใบไม้ร่วงปี 1949 เพราะรู้ข่าวว่ารัสเซียสามารถสร้างระเบิดปรมาณูได้แล้ว

ในช่วงเวลานั้น Teller ได้กลับไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย California ที่ Berkeley และได้ลงมือหาเสียงจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐให้สนับสนุนโครงการสร้างระเบิดไฮโดรเจน ท่ามกลางเสียงต่อต้านจาก Oppenheimer เพราะเขาคิดว่าลำพังระเบิดปรมาณูก็สามารถทำให้ผู้คนล้มตายเป็นแสนแล้ว การสร้างระเบิดไฮโดรเจนจะทำลายมนุษยชาติอย่างไม่มีใครคาดฝัน โดยส่วนตัว Teller รู้สึกกตัญญูต่อ Oppenheimer ที่ให้งานทำในโครงการ Manhattan ทั้งๆ ที่ Teller มีญาติเป็นคอมมิวนิสต์ จึงทำให้เป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้ใจ แต่ Oppenheimer ไม่เห็นด้วยกับการสร้างระเบิดไฮโดรเจน ซึ่ง Teller เห็นว่าเป็นความคิดที่ผิดมาก ข้อขัดแย้งนี้ทำให้กระทรวงกลาโหมของสหรัฐตั้งข้อกล่าวหา Oppenheimer ว่าเป็นคนทรยศต่อชาติ และในสมัยนั้นใครก็ตามที่คัดค้านแนวคิดของรัฐบาลเขาจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ยิ่งเมื่อกองสอบสวน FBI สืบรู้มาว่า Oppenheimer เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนเอียงซ้าย และยังติดต่อกับพวกคอมมิวนิสต์ ศาลจึงสั่งสอบสวน Oppenheimer ทันที และศาลได้ถาม Teller ว่าไว้ใจ Oppenheimer อดีตเจ้านายเก่าเพียงใด หรือไม่ ซึ่ง Teller ก็ได้ตอบว่า เขาอยากเห็นโครงการระเบิดไฮโดรเจนดำเนินโดยบุคคลที่เขาเข้าใจ และไว้ใจมากกว่า Oppenheimer

การแถลงเช่นนี้ทำให้ Oppenheimer ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยโครงการสร้างระเบิดไฮโดรเจน ถูกถอดถอนจากตำแหน่งที่ปรึกษาของ Atomic Energy Commission ของสหรัฐ ในฐานะที่เป็นบุรุษอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และศาลสั่งไม่ให้ Oppenheimer ได้รับรู้ข้อมูลใดๆ ในการสร้างระเบิดไฮโดรเจน อีกเลย




การต่อต้าน Oppenheimer เช่นนี้ ทำให้ Teller มีศัตรูที่เป็นนัก             วิชาการมากมาย ส่วน Oppenheimer ได้จบชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1967 ขณะอายุ 62 ปี

ในการสนับสนุนโครงการสร้างระเบิดไฮโดรเจนนั้น Teller ได้ตอกย้ำว่าประเทศตะวันตกไม่ควรไว้ใจคอมมิวนิสต์ และควรมีระเบิดนิวเคลียร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูเพื่อคุ้มครอง ถ้าไว้ใจคอมมิวนิสต์ ก็ไม่ควรมีระเบิดไฮโดรเจน แต่ถ้าไม่ไว้ใจก็ควรมี แต่เรื่องจะมีหรือไม่มีนั้นก็ควรดูตัวอย่างจากกรณีปี 1939 ที่ Teller และ Leo Szilard ได้ขอร้อง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งเป็นนักนักฟิสิกส์ ให้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ให้อนุมัติโครงการ Manhattan เพื่อสร้างระเบิดปรมาณูให้ได้ก่อนเยอรมนี และระเบิดนี้ได้ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด                
หลังจากที่อเมริกาผลิตระเบิดไฮโดรเจนได้ อีก 2 ปีต่อมา รัสเซียก็ผลิตระเบิดไฮโดรเจนได้เช่นกัน และโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับรัสเซีย

ในช่วงเวลาที่ Ronald Reagan เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐนั้น Reagan ชื่นชม Teller มาก และ Teller ก็ศรัทธา Reagan มากเช่นกัน เพราะเขาคิดว่า Reagan คือทูตที่ฟ้าได้ส่งมาปกป้องอารยธรรมตะวันตกให้ปลอดภัยจากพวกคอมมิวนิสต์ ดังนั้น Reagan จึงเชื่อคำพูด และข้อเสนอแนะของที่ปรึกษา Teller มาก เช่น เมื่อ Teller เอ่ยถึงการใช้เลเซอร์พลังงานสูงในการทำลายจรวดนำวิธีข้ามทวีปของรัสเซียที่บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ Reagan ผู้มีความรู้ทางคณิตศาสตร์น้อยกว่า Truman แต่รู้เรื่องภาพยนตร์ด้านอวกาศดีกว่าก็ได้อนุมัติโครงการ Star Wars ทันที แต่ในที่สุดโครงการนี้ก็ต้องล้มไป เพราะอเมริกาต้องใช้เงินมหาศาล และเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาดีพอ แต่โครงการนี้ก็ได้ทำให้รัสเซียลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาสงครามเลเซอร์ และการลงทุนที่มากเกิน ได้ส่วนทำให้อาณาจักรรัสเซียต้องล่มสลายในเวลาต่อมา

ดังนั้นในปี 1987 ที่ประธานาธิบดี Reagan จัดงานเลี้ยงรับรองนายกรัฐมนตรี Mikhail Gorbachev ที่ทำเนียบขาว Reagan ได้แนะนำ Gorbachev ให้รู้จัก Teller ว่านี่คือ "The famous Dr. Teller" และ Gorbachev ก็ได้ตอบว่า "There are many Tellers" แล้วปฏิเสธที่จะจับมือกับ Teller

ในส่วนของผลงานฟิสิกส์ที่สำคัญของ Teller คือ การศึกษาบทบาทของอิเล็กตรอน 1 ตัวในการเชื่อมโยง โปรตอน 2 ตัว ในโมเลกุลไฮโดรเจนที่แตกตัวเหลืออิเล็กตรอนตัวเดียว ซึ่งการศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต หลังจากนั้น Teller ได้ทำงานร่วมกับ Emil Jahn ในการอธิบายเส้นสเปกตรัมของ Benzene ในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ตว่า เกิดจากการบิดเบี้ยวของโมเลกุล ซึ่งปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า ปรากฏการณ์ Jahn-Teller นอกจากนี้ ก็ยังได้ศึกษาการสลายตัวแบบเบตาของธาตุกัมมันตรังสี โดยได้คำนึงถึงอันตรกริยาระหว่างสปิน (spin) ของ neutrino กับ สปิน (spin) ของนิวเคลียสที่สลายตัว จึงทำให้ทฤษฎีของ Fermi สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นต้น

ในด้านเกียรติยศ Teller ได้รับรางวัล Albert Einstein, รางวัล Enrico Fermi และเหรียญ National Medal of Science ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่รัฐบาลสหรัฐจะมอบให้แก่ประชาชน และได้รับ Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดี George W. Bush เมื่อ 2 เดือนก่อนจะเสียชีวิต 

ณ วันนี้ วงการดาราศาสตร์ได้ตั้งชื่อ ดาวเคราะห์น้อย 5006 ว่า Teller และระลึกถึง Teller ว่าถึงเขาจะเป็นคนที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ชอบเล่นเปียโน เทนนิส และปิงปอง ซึ่งเป็นกีฬาราคาถูก แต่เขาคือคนที่ชี้นำประธานาธิบดีสหรัฐในการทหาร เช่น ชักจูงให้อเมริกาลงทุนล้านล้านดอลลาร์สร้างอาวุธ สร้างหลุมหลบภัยปรมาณู สนับสนุนโครงการ Strategic Defense Initiative (Star Wars) ที่ล้วนหมดสภาพไปแล้ว แต่ Teller ก็ไม่เสียใจ เพราะเขารู้ว่าความฟุ่มเฟือยเหล่านี้แหละที่ทำให้รัสเซีย ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของอเมริกาต้องล่มสลาย และนี่คือมรดกสำคัญชิ้นสุดท้ายที่ Teller ได้มอบให้อเมริกาก่อนจากไป

ในด้านนิสัยส่วนตัว Teller เป็นคนที่ยึดมั่นในความคิดและความเชื่อของตน อีกทั้งชอบพูดความเชื่อเหล่านั้นอย่างเปิดเผย เขามองเหตุการณ์แทบทุกอย่างในลักษณะขาวหรือดำ และเป็นคนที่เข้าใจคำว่า "อำนาจ" ดี เพราะเขารู้ว่าประธานาธิบดีต่างๆ เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ดังนั้น เขาจึงมีศัตรูทางการเมือง และวิชาการพอประมาณ เขาจึงกล่าวว่า คนที่มีศัตรูมาก คือคนที่มีอำนาจมาก ความยึดมั่นในตนเอง และอำนาจเช่นนี้ได้ทำให้ George Keyworth ผู้เป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี Reagan คิดว่า Teller เข้าใจเรื่องอำนาจดีจนสามารถเขียนเรื่อง The Prince ที่ Machiavelli เขียน ได้ดีพอๆ กัน

ถึงแม้ Teller จะเป็นคนสมถะและชอบเล่นเปียโนและปิงปอง แต่เขาได้ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้านเหรียญในการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ และหลุมหลบภัย ซึ่งเขาเชื่อว่า ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่สามหลุมหลบภัยเหล่านั้นจะช่วยชีวิตคนอเมริกันหลายล้านคนให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูและถึงแม้หลุมเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ในการต่อสู้กับรัสเซียเพราะรัสเซียก็แทบจะหมดสภาพในการต่อสู้กับอเมริกาแล้ว และนี่ก็นับว่าเป็นผลงานหนึ่งที่ Teller รู้สึกยินดีเพราะเขาไม่เคยคิดไว้ใจรัสเซียเลย

ในวันที่ Teller เสียชีวิต เขาได้รับเชิญให้ไปเปิดศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์ชื่อ Edward Teller Education Center ที่ Lawrence Livermore National Laboratery ซึ่งศูนย์นี้เป็นสถานที่ที่ Teller ต้องการจะให้กระตุ้นนักเรียนมัธยมสนใจและรักวิทยาศาสตร์

Teller เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.2003 ที่เมือง Palo Alto ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รวมอายุได้ 95 ปี

ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์หลายคนจะไม่รัก Teller เพราะคิดว่า ถ้าโลกนี้ไม่มี Teller (ระเบิดไฮโดรเจน) โลกคงน่าอยู่กว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่ Teller ก็มีคนรักหลายคน เพราะเมื่อต้นปีนี้ประธานาธิบดี George W. Bush ก็ได้มอบ Presidential Medal of Freedom ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่สหรัฐฯ จะให้แก่พลเมืองของชาติแก่ Teller

และถึงใครจะว่า Teller เป็นจอมวางแผน เป็นคนทรยศเพื่อนฝูง คนดื้อรั้น คนที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น คนชอบแก้แค้น คนฉลาด คนเก่ง คนมีความคิดต่าง ๆ นานา แต่ทุกคนก็ต้องยอมรับว่า เขาเป็นนักฟิสิกส์ที่ฉลาดเฉลียวมาก และเป็นคนที่มีอิทธิพลมากในการกำหนดนโยบายทางทหารของสหรัฐอเมริกาในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่